
(4 มี.ค. 2569) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และนาย สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมกันแถลงข่าวภายหลังการประชุมประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2/2569 ที่ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งใช้เวลาประชุมประมาณ 2 ชม.
โดย นายพิพัฒน์ ระบุว่า วันนี้เป็นการประชุมหารือในเรื่องสงครามอ่าวเปอร์เซีย สิ่งต่างๆ ที่คนไทยมีความกังวลเกี่ยวกับพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อเพลิงใช้กับรถ หรือเชื้อเพลิงที่จะมาทำการปั่นกระแสไฟฟ้า จากที่ได้ประชุมวันนี้ ได้มีการพูดคุยในหลายมิติและสามารถบอกได้หนึ่งประโยคคือ ในเรื่องของคำว่าพลังงาน ขอให้พี่น้องคนไทยอย่าได้ตระหนก เรามีการเตรียมความพร้อมที่จะหาพลังงานในส่วนต่างๆ เข้ามาเพื่อทำการชดเชย ในเบื้องต้นพลังงานที่มีการประกาศไปคือเราสามารถรองรับได้ 60 วัน หมายความว่าไม่มีพลังงานหรือน้ำมันดิบเข้าสู่ประเทศไทยจะสามารถยืนได้ 60 วัน แต่ในขณะที่เรามีการใช้ พร่องไปในวันต่อวัน แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะมีการปิดตัวลง แต่ก็กระทรวงพลังงานยังมีความสามารถที่จะหาน้ำมันจากแหล่งอื่นๆ ประมาณ 50% มีการซื้อน้ำมันจากแหล่งอื่นอยู่แล้วไม่ได้พึ่งพาตะวันออกกลาง 100% แต่มีการพึ่งพาประมาณ 50%
ฉะนั้นถึงแม้ว่า 60 วันจะหมดไป แต่ยังมีน้ำมันสำรองอีก 50% หมายความว่าแม้จะไม่มีพลังงานตะวันออกกลางมา แต่เรายังต้านได้อีก 30 วัน รวมเป็น 90 วัน ขณะนี้ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พยามประสานในหลายตลาด ในการหาน้ำมันดิบหรือแก๊ส LNG และอื่นๆ เข้ามาเพื่อรันเข้าสู่โรงไฟฟ้า เพื่อปั่นกระแสไฟฟ้าออกมาให้ได้ แต่คำว่ากระแสไฟฟ้าตรงนี้เรามีพลังงานจากแสงอาทิตย์โซลาร์ฟาร์ม มีพลังงานลม มีการรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาวโดยพลังงานน้ำ และยังมีเขื่อนอีกหลายแห่งในประเทศไทยที่ทำการปั่นกระแสไฟฟ้าได้ และที่สำคัญเรามีน้ำมันดิบที่เป็นของเราเอง ซึ่งเป็นน้ำมันดิบจากน้ำมันปาล์ม สามารถนำมาปั่นกระแสไฟฟ้า ซึ่งเคยใช้ในขณะที่เกิดปัญหา ยูเครน-รัสเซีย ขณะนี้เครื่องตัวนี้ยังอยู่ที่บางปะกง
นอกจากนี้ยังมีกองทุนที่เข้ามาช่วยเหลือเรื่องราคาน้ำมัน ที่จะประกันว่าการตรึงราคาพลังาน 15 วัน ที่นายกรัฐมนตรีประกาศ จะคงรักษาไว้ ขอให้ประชาชนอย่าได้กังวลว่าใน 15 วันนี้เรามีกองทุนน้ำมันเป็นผู้รับผิดชอบอยู่แล้ว เราเคยมีกองทุนที่ติดลบระดับแสนล้าน แต่ขณะนี้มีผลบวกอยู่ประมาณ 2,500 ล้าน ฉะนั้นการที่จะคงน้ำมัน ไว้ ตนเชื่อว่าเรายังตรึงได้อีกนานพอสมควร
ด้าน นางศุภจี กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ เรื่องแรกที่ต้องเข้มงวดที่ติดตามอย่างใกล้ชิด คือเรื่องราคาสินค้าและการกักตุนสินค้า ตอนนี้ให้ทางกรมการค้าภายใน เข้าไปติดตามอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการกักตุนสินค้าที่ไม่มีเหตุสมควร และร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบทั่วทุกพื้นที่ โดยใช้พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับราคาสินค้าและบริการเข้าไปควบคุม ซึ่งถ้ามีเหตุการณ์ที่ประชาชนหรือผู้ใดเห็นสิ่งผิดสังเกตสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1569 จะรีบส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปดูแล
เรื่องที่สอง เกี่ยวกับเรื่องการขนส่ง ตนได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมมือประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น การขนส่งทางเรือ ทางอากาศ เพื่อหาแนวทางเฝ้าระวังและดูแลต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรก วันศุกร์นี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่า เราจะต้องดูในเรื่องของการขนส่ง ที่ควบคุมได้อย่างไม่ติดขัด ถ้ามีข้อร้องเรียนหรือข้อสังเกตที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งและส่งออกก็สามารถติดต่อได้ที่สายด่วน 1569 เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของต้นทุนสินค้า อย่างเช่นเรื่องปุ๋ยที่มีการนำเข้าจากหลายประเทศพอสมควร ซึ่งต้องเร่งเจรจากับตลาดอื่น เพื่อให้มีปุ๋ยเข้ามาในราคาที่เหมาะสม และช่วยเกษตรกรได้ และเพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการเช่นเดียวกัน รวมถึงเรื่องการสนีบสนุน การใช้ปาล์มเข้ามา ทดแทนด้านพลังงานต่างๆ เป็นต้น
ขณะที่ นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคเอกชนมีได้ประชุมในเรื่องเดียวกัน พร้อมได้ติดตามสถานการณ์ว่าจะมีผลกระทบอย่างไร เพื่อเตรียมความพร้อม โดยสิ่งที่สำคัญในภาคเอกชนคือพลังงานจากขาดหรือไม่ ซึ่งมีความชัดเจนแล้วว่าไม่ขาด แต่ก็อยากจะรณรงค์ในการประหยัดพลังงาน ในการใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่วนการขึ้นราคานั้น ก็คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งภาครัฐก็มีการตื่นตัวในการช่วยเหลืออยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนให้ความกังวลแต่ขณะนี้ก็คลี่คลายลง พร้อมยอมรับว่า ยังกังวลว่าสถานการณ์จะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งต้องติดต่อสถานการณ์ต่อไป ขณะนี้มีการหาช่องทางอื่นอยู่ โดยเฉพาะการส่งออกทางเรือที่จะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว ที่จะต้องต้องมีค่าระวางเรือ และค่าใช้จ่ายการประกันมากขึ้น จึงต้องมีการศึกษาเส้นทางการเดินเรือและแนวทางการขนส่งต่อไป
นายสราวุธ กล่าวว่า น้ำมันที่นำส่งเข้ามาในประเทศไทยครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง แต่อีกครึ่งหนึ่งที่ไม่ได้มาจากตะวันออกกลางเราก็พยายามจะขยายสัญญาตรงนี้ให้เป็นการรับซื้อเพิ่มเติมจากผู้ค้าเดิมที่มีอยู่ ทั้งแอฟริกาตะวันตกและในภูมิภาคนี้ด้วย
เมื่อถามว่า การหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม ประเทศไทยจะสามารถที่จะไปแย่งชิงกับประเทศอื่นได้หรือไม่ และในการเจรจาเราดำเนินการไปถึงไหนแล้ว
นายดนุชา กล่าวว่า ในเรื่องการหาแหล่งน้ำมันใหม่ เราจะเจรจาเพื่อเพิ่มปริมาณการซื้อจากแหล่งที่เราซื้ออยู่แล้วที่นอกเหนือจากตะวันออกกลาง ขณะเดียวกัน แหล่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่อยู่ในภูมิภาคนี้ เอเชีย หรือประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้กับเราคงจะมีการพิจารณาทำสัญญาเพิ่มเติม ซึ่งทั้งหมดเพื่อที่จะต้องการตัวปริมาณน้ำมันตลอดช่วงเวลาข้างหน้า มีเพียงพอที่จะใช้งานในประเทศใดโดยที่ตัวสำรองยังใช้ได้ 60 วันเหมือนเดิมไปเรื่อยเรื่อยพอมีน้ำมันเข้าทุกๆ วัน
Advertisement