
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด หลังกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ออกแถลงการณ์ตอบโต้การโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยยืนยันว่าพร้อมทำสงครามยืดเยื้อและจะงัดอาวุธลับที่ทรงพลังที่สุดออกมาใช้
นายเอบราฮิม จับบารี ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารสูงสุดของ IRGC ได้แถลงผ่านโทรทัศน์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งสารถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าอิหร่านมีขีดความสามารถทางทหารที่ล้ำสมัยและพร้อมที่จะต่อสู้ยาวนานหลายปี
"สิ่งที่เรายิงออกไปในตอนเริ่มต้นนี้ เป็นเพียงอาวุธจากก้นคลังเท่านั้น แต่หากสงครามยังดำเนินต่อไป เราจะนำขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุด รวมถึงเทคโนโลยีที่เราเก็บงำเป็นความลับและไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ออกมาใช้จัดการกับพวกคุณในเร็ว ๆ นี้" นายจับบารีระบุ
การออกมาประกาศกร้าวของอิหร่านในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากเพนตากอนเปิดฉาก "OPERATION EPIC FURY" (ปฏิบัติการมหากาพย์พิโรธ) ซึ่งเป็นการโจมตีระลอกใหญ่โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้นำระดับสูงของอิหร่าน
ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยุติภัยคุกคามด้านความมั่นคงต่อสหรัฐฯ อย่างถาวร และเป็นการเปิดทางให้ชาวอิหร่านลุกขึ้นมาโค่นล้มระบอบการปกครองปัจจุบัน
รายงานระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 2 วัน หลังจากความพยายามเจรจาโครงการนิวเคลียร์ทางอ้อมผ่านโอมานประสบความล้มเหลว ส่งผลให้ความหวังในการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีทางการทูตพังทลายลง และเปลี่ยนสมรภูมิตะวันออกกลางให้เข้าสู่ภาวะสงครามเต็มรูปแบบ
Advertisement