
วันนี้ (24 กุมภาพันธ์ 2569) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายสนธิญา สวัสดี อดีตผู้สมัครสส.พรรคพลังประชารัฐ เปิดใจถึงเหตุที่มาร้องกกต.ให้ตรวจสอบจริยธรรมและคุณธรรมผู้บริหารและกรรมการพรรคพลังประชารัฐว่า ตนลงสมัครสส.สมุครสาคร เขต 2 ส่วนลูกสาวลงสมัครสส.สมุทรสาคร เขต 1 ซึ่งทางพรรคไม่เคยจ่ายให้สักบาท ส่วนตัวมีการลงเงินในการเลือกตั้งครั้งนี้ไป 500,000 บาท
ผู้สื่อข่าวถามว่าผิดหวังหรือไม่ที่ลงเงินไป 500,000 บาท แต่ไม่ได้เข้าสภานายสนธิญาระบุว่า ไม่ได้รู้สึกผิดหวัง แต่รอบหน้าจะตั้งพรรคการเมืองเอง แข่งกับนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคทางเลือกใหม่ พร้อมระบุว่า เต้-มงคลกิตติ์ ชวนตนและลูกสาวเข้าพรรค แต่ตนกลัวไดโนเสาร์ และขึ้นยานอวกาศจะมีปัญหา ซึ่งนโยบายเลี้ยงไดโนเสาร์ไปดาวอังคารเป็นนโยบายของเต้มงคลกิตติ์ ใครที่ชอบก็ให้สนับสนุนไป เพราะเป็นความคิดส่วนตัว ที่พี่น้องประชาชนคนไทยต้องพิจารณากันเอง
ส่วนการตั้งพรรคการเมืองจะได้หรือไม่ได้นั้นมันเป็นความคิดส่วนตัวของตน มีชื่อในใจว่า จะตั้งชื่อพรรคธรรมราษฎร์ ซึ่งที่ผ่านมานายสนธิญาก็ได้เดินทางไปจังหวัดทางภาคอีสาน ซึ่งมีคนที่รู้จัก มีคนชอบและมีคนด่า และตนจะเดินหน้าหาเสียงในระบบบัญชีรายชื่อ ง่ายกว่าระบบเขต เพราะบางเขตสู้กันหนักเป็นหลักร้อยล้าน แต่การทำงานแบบบัญชีรายชื่อทำงานให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศง่ายกว่า / ยอมรับว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมา เงินมันชี้ขาด ซึ่งพรรคประชาชนรู้ดี ต่อยกตัวอย่างว่าอย่างบางเขตในจังหวัดสมุทรสาครใช้เงิน 20-30 ล้านแต่แพ้เลือกตั้ง ได้คะแนนหลักหมื่นคะแนน
นอกจากนี้ นายสนธิญายังเปิดเผยข้อมูลที่ได้จากการไปพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งตอนที่เดินเข้าไปที่พรรคดังกล่าวได้แจ้งผู้สมัครว่า “ลงครั้งแรกให้ 1 กิโล อีกสักอาทิตย์ให้ 3 กิโล แล้วหลังจากนั้นจะให้มาคนละ 500 บาท จำนวน 70,000 คน เท่ากับ 35 ล้านบาท เพื่อซื้อเสียง“ ฉันหาสังเกตพรรคเหล่านั้นจะมีคะแนนเกิน 35,000 คะแนนเพราะเขาซื้อเสียง 70,000 คนแต่เขาหวัง(คนลงคะแนน)ให้ 35,000 คน เท่ากับ 50% ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งครั้งนี้/ เบื้องต้น พรรคดังกล่าวว่าน่าจะลงเงินไปในการเลือกตั้งครั้งนี้ 3,000 ล้านบาท ซึ่งนายสนธิญาระบุว่า พรรคนี้จะยิง เฉพาะเขตที่เห็นว่า จะสู้ได้ และมีฐานคะแนนอยู่แล้ว มีบางเขตที่หลบ ไม่สู้กับอีกพรรคนึง แต่เขาจะไปสู้กับพรรคประชาชน เพราะฉะนั้นยุทธวิธี คือ ”ซื้อเสียงในเขตที่ชนกับพรรคประชาชน“ ซึ่งการซื้อเสียงนั้น จับได้ แต่นายสนธิยายืนยันว่าเป็นการซื้อเสียงสมยอมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างบางพื้นที่มีอำนาจที่ช่วยเหลือเกื้อกูลมาตลอด
ส่วนตัวนายสนธิยามองว่ากรณีของบาร์โค้ด QR Code หรือการสแกนบัตรตนไม่เชื่อว่ามีใครจะทำเพราะบ้านใหญ่เขา มีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน อบต. อสม. และเทศบาล ซึ่งเขาคุมได้หมดตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งแล้ว แล้วรู้ว่าใครเป็นหัวคะแนนของใคร ”ไม่มีใครบ้าเอา QR Code และบาร์โค้ด ไปคีย์ว่าเป็นคนของใครหรอก เพราะบ้านใหญ่คุมได้หมด”
ทิ้งท้าย เมื่อถามว่าการที่นายสนธิญาแพ้เลือกตั้งครั้งนี้แพ้ด้วยอำนาจเงินหรือไม่ นายสนธิญาระบุว่า แพ้เพราะอำนาจเงินกับกระแส อย่างในกรุงเทพฯ กระแสชนะอยู่เอาเข่งปลาทูลงยังชนะเลย เพราะเขาไม่ได้มองว่าใครสมัคร
Advertisement