
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ในประเด็นเรื่องการเปิดด่านว่า ไม่มีเปิดอยู่แล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าสามารถให้คำมั่นกับประชาชนได้ใช่หรือไม่นายกรัฐมนตรี ตอบว่า “ได้ครับผม พูดหลายครั้งแล้ว ยืนยันครับ ไม่ต้องกังวลเลย”
เมื่อถามถึงการมาเห็นทหารผ่านศึกวันนี้ว่า มีบางส่วนที่เราต้องให้การดูแลช่วยเหลือ ท่าน(ทหารผ่านศึก) ได้ดูแลพวกเรามา ให้พวกเรามี อธิปไตยมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้ เราก็ต้องดูแลพวกท่านให้ดี อันนี้คือสิ่งที่ผมตั้งใจไว้ หลังจากที่ไปประสบใกล้ชิดกับทหารด้วยตัวเอง สิ่งที่ได้เห็นเวลาไปเยี่ยมทหารที่ได้รับบาดเจ็บที่โรงพยาบาล สิ่งที่ทหารที่บาดเจ็บต้องกลัวที่สุดคือชีวิต หลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งเขาไม่ได้ต้องการมารับการดูแล แต่ต้องการให้มีงานต่อ ไม่ได้ต้องการเอาโควตาลอตเตอรีมาขาย พวกเขาต้องการงานประจำในฐานะที่เป็นทหารถ้าได้มีโอกาสเข้ามาทำงานต่อก็จะทำให้เกิดความชัดเจนให้มากที่สุด ผู้ที่ปกป้องบ้านเมืองของเราไม่ว่าด้วยชีวิตหรือการบาดเจ็บเราต้องการดูแลอย่างเต็มที่เขาสูญเสียอวัยวะ เท่ากับเขาลำบากมากพอแล้วเพราะฉะนั้นเราจะลำบากจากการให้เขาดูแลบ้านเมืองให้เราไม่ได้ มันไม่มีเหตุผล
เมื่อถามว่าจะตอบสนองความคาดหวังของทหารผ่านศึกในด้านการปกป้องประเทศ นายอนุทิน ระบุว่า เราได้เห็นทหารผ่านศึกหลายท่าน ดีใจที่ส่วนใหญ่มีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงส่วนใหญ่มีครอบครัวที่อบอุ่นมีลูกหลานดูแลดำรงชีพอยู่ได้แต่ก็มีบางคนที่ไม่มีครอบครัวถูกทอดทิ้งพอเข้าสู่ช่วงสูงวัย ก็อยู่คนเดียวไม่มีใครดูแล ไม่มีรายได้ บางคนเป็นทหารอาสาสมัคร ไม่ใช่ทหารประจำการ บำเหน็ด บำนาญอะไรก็ไม่มี มีแค่เบี้ยทหารผ่านศึก เดือนละ 600 บาท เขาอยู่ไม่ได้หรอก ตรงนี้ต้องการให้การดูแลเป็นพิเศษ หากยื่นชื่อและประวัติมา ตนเองจะมอบหมายให้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด และหากมีโอกาสได้มาทำงานต่อ ก็จะเร่งแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้จบสิ้นไป ซึ่งทหารผ่านศึก ทหารที่ดูแลประเทศเราไม่ว่าจะเสียชีวิตหรือมีชีวิตอยู่ แต่ต้องสูญเสียอวัยวะประเทศไทยเป็นหนี้บุญคุณเขาเราต้องดูแลเขาให้มีชีวิตที่สุขสบาย
เมื่อถามว่ากรณีเบี้ยทหารผ่านศึก เดือนละ 600 บาทที่นายกรัฐมนตรี บอกว่ามันน้อยไปนั้น นายอนุทิน ตอบว่า ต้องหาวิธีต้องเข้ามาก่อน วันนี้อยู่ในช่วงเลือกตั้งตนจึงไม่อยากพูดเรื่องงบประมาณ เดี๋ยวจะเป็นการหาเสียง ซึ่งนี่ก็ผิดบรรยากาศอยู่แล้ว เอาเป็นว่ามีความตั้งใจที่จะดูแลตอบแทนพระคุณของบรรดาทหารผ่านศึกหรือทหารปัจจุบันที่ดูแลอธิปไตยให้ประเทศของเรา
ก่อนจะเดินขึ้นรถกลับไปประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้พบกับลูกสาวของพลตรีศตวรรษ สุจริต หรือจ่าเพียว (ยศในอดีต) ทหารกล้าผู้เสียสละจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี โดยนายกรัฐมนตรี ทักทาย ก่อนเรียกหนูน้อย ให้เข้ามาหา แล้วสวมกอด ก่อนถามว่าลูกสาวอีกคนนึงมาไหม แล้วบอกว่า เดี๋ยวลุงไปหาที่ร้อยเอ็ดนะ ซึ่งลูกสาวของจ่าเพียว พยักหน้าตอบว่าจำได้ ก่อนที่นายกฯ จะลูบหัวหนูน้อย แล้วเดินทางไปประชุมครม. ที่ทำเนียบรัฐบาล
Advertisement