
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 30 ม.ค. 69 ที่ลานตลาดนัดริมทางถนน3076 ใจกลางชุมชน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา บรรยากาศการเมืองร้อนแรงขึ้นทันที เมื่อพรรคกล้าธรรมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ณ ตลาดสนามชัยเขต ต.คู้ยายหมี อ.สนามชัยเขต
ท่ามกลางประชาชนที่หลั่งไหลมาร่วมฟังอย่างคึกคัก สะท้อนกระแส “เบื่อแล้วการเมืองวาทกรรม” และต้องการ “คนทำงานจริง” ที่ประชาชนเข้าถึงได้ จับต้องได้ และใช้งานได้ในชีวิตจริงทุกวัน
เวทีครั้งนี้แกนนำพรรคขึ้นครบทีม นำโดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ นางปวีณา หงสกุล ประธานที่ปรึกษาพรรคฝ่ายสังคม ร่วมประกาศจุดยืนการเมืองที่ย้ำ “ลงพื้นที่ ฟังปัญหาที่หน้างาน และต้องบริหารจัดการให้จบ”
โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้พูดถึงนโยบายพรรคกล้าธรรมพูดจริง พร้อมทำจริงไม่ขายฝันเข้าใจปัญหาพี่น้องเกษตรกรอย่างแท้จริง
ขณะที่ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การปราศรัยของ จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ ผู้สมัคร สส.ฉะเชิงเทรา เขต 4 พรรคกล้าธรรม ที่ขึ้นเวทีพร้อมข้อความชัดเจนว่า ตัดสินใจร่วมพรรค เพราะเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของแกนนำพรรคว่าจะ “ผลักดันแปดริ้วให้ก้าวหน้าแบบจับต้องได้” พร้อมตอกย้ำภาพพรรคการเมืองที่ประชาชนเข้าถึงง่าย “ผู้บริหารพบง่าย แตะต้องได้ ไม่ปิดบ้าน ไม่ปิดหัวใจ” และต้องเป็นการเมืองที่ยืนอยู่ข้างประชาชน ไม่ใช่ยืนอยู่บนเวทีกับเเค่คำพูดสวยหรู
“คะแนนเสียงทุกคะแนนมีความหมายเท่ากัน” จ่าเอกยศสิงห์ กล่าว พร้อมขอแรงสนับสนุนจากชาวฉะเชิงเทราทั้งจังหวัดให้ร่วมกันส่งผู้สมัครของพรรคเข้าสภาฯ เพื่อเป็น “กระบอกเสียงของประชาชน” อย่างแท้จริง โดยชูนโยบายหลัก “กล้าทำ” และประกาศเพิ่มจุดยืนส่วนตัวเป็นคำที่ชาวบ้านได้ยินแล้วปรบมือกึกก้องคือ “กล้าชน” — ชนปัญหา ชนความไม่เป็นธรรม ชนระบบที่ทำให้คนตัวเล็กถูกละเลย ภายใต้กรอบกฎหมาย และยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก
พร้อมกันนี้ จ่าเอกยศสิงห์ยังประกาศแนวคิด “กล้าชน สู้ทุกปัญหา ไม่หวั่นต่อทุนใด” โดยระบุว่า การพัฒนาจังหวัดต้องไม่ติดเพดาน “อิทธิพล–ผลประโยชน์–ทุนสีเทา” และนักการเมืองยุคใหม่ต้องกล้ายืนข้างคนทำมาหากินจริง กล้าปกป้องคนตัวเล็ก กล้าตรวจสอบความไม่ชอบมาพากล และกล้าผลักดันทางออกที่ทำได้จริงในระดับพื้นที่
ด้านประสบการณ์ทำงาน จ่าเอกยศสิงห์ย้ำความมั่นใจต่อประชาชนว่า ผ่านงานท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน กว่า 20 ปี ทั้งบทบาทนายกเทศมนตรี รวมถึงประสบการณ์ด้านการเมืองและการรับราชการทหารเรือ ซึ่งหล่อหลอมให้ “ทำงานเป็นระบบ มีวินัย และไม่ทอดทิ้งประชาชน” พร้อมยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่เคยทำให้ประชาชนผิดหวัง และหากได้รับความไว้วางใจเข้าสภาฯ จะนำประสบการณ์ทั้งหมดไป “แก้ปัญหาชีวิตจริง” ให้คนแปดริ้ว ตั้งแต่เรื่องปากท้อง ความเดือดร้อนในชุมชน ไปจนถึงการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกพื้นที่
เวทีปราศรัยครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การประกาศเบอร์หรือสโลแกน หากเป็นสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนว่า เมืองแปดริ้วกำลัง “ขานรับคนทำงาน” และกำลังส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า ประเทศนี้ต้องการนักการเมืองที่ พึ่งพาได้—เข้าถึงง่าย ทำงานจริง เสียสละจริง และพร้อม “กล้าชน” เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง
Advertisement