
วันที่ 21 ม.ค.2569 จากกรณีเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธาน นปช., จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช., ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กับพวกรวม 24 คน ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย และมั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ โดยก่อนการอ่านคำพิพากษาบุตรสาวของนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 ในฐานะนายประกัน ได้ยื่นคำร้องแถลงต่อศาลขอเลื่อนนัดฟังคำพิพากษาออกไปอีก 1 นัด โดยระบุว่ายศวริศ มีอาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และกำลังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า อย่างไรก็ตาม ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.68 ได้เคยอนุญาตให้เลื่อนนัดฟังคำพิพากษามาแล้ว 30 วันตามคำร้องขอ จึงมีคำสั่งให้นายประกันติดตามตัวนายยศวริศ มาศาล มิฉะนั้นจะพิจารณาออกหมายจับและปรับนายประกัน ต่อมาบุตรสาวจึงได้ประสานนำตัวยศวริศ เดินทางจากโรงพยาบาลมายังศาลอาญา จากนั้นนายยศวริศ ได้แถลงต่อศาลด้วยตนเอง ขอความเมตตาเลื่อนอ่านคำพิพากษาไปอีก 30 วัน เนื่องจากเกรงว่าหากต้องเข้าเรือนจำฯ ในขณะที่อาการยังวิกฤต อาจส่งผลกระทบต่อการรักษาจนถึงแก่ชีวิตได้ ทางคณะผู้พิพากษาจึงได้หารือกับผู้บริหารศาลอาญา ก่อนมีความเห็นให้ดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามระเบียบขั้นตอน และต่อมาศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกนายยศวริศ ชูกล่อม (เจ๋ง ดอกจิก) รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุก 5 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา และภายหลังสิ้นสุดคำพิพากษา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวนายยศวริศ ไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.69 เวลาประมาณ 19.00 น. เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้รับตัว นายยศวริศ ชูกล่อม ในคดีข่มขืนใจผู้อื่นโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ กำหนดโทษ 5 ปี 4 เดือน ซึ่งเรือนจำฯ ได้มีการจัดทำประวัติแรกรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ และดำเนินการให้กักโรคเป็นเวลา 5 วัน (นับตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค.69 ถึง 24 ม.ค.69) โดยในส่วนของโรคประจำตัว นายยศวริศ ก็ได้แจ้งถึงการมีประวัติการรักษาสุขภาพ (อาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ) อย่างไรก็ตาม ลักษณะของเรื่องสุขภาพจิต ทางนายยศวริศ แจ้งว่าปกติทั่วไป และในการนอนหลับคืนแรกก็พบว่านอนหลับได้ดี ไม่มีความเครียดที่น่าวิตกกังวล แต่มีเพียงห่วงเรื่องครอบครัวที่อยู่ข้างนอก ส่วนการปรับตัว นายยศวริศ ค่อนข้างปรับตัวได้ดีและสามารถรับประทานอาหารของเรือนจำได้ปกติ
ทั้งนี้ เมื่อนายยศวริศกักตัวครบ 5 วัน จึงจะเข้าสู่กระบวนการจำแนกแยกแดนต่อไป โดยเรือนจำฯ มุ่งดูแลให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตของผู้ต้องขังตามหลักหลักสิทธิมนุษยชนภายใต้มาตรฐาน การปฏิบัติด้านการควบคุมผู้ต้องขัง (StandardOperatingProcedures:SOPs) อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกิจกรรมภายในเรือนจำที่เหมาะสมกับผู้ต้องขัง และแดนที่เหมาะสมในการไปคุมขังตามระยะรับโทษ
นายยุทธนา เผยอีกว่า ส่วนเรื่องโรคประจำตัว (อาการป่วยด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ) ของนายยศวริศ พบว่ายังไม่มีความน่ากังวลผิดปกติ เนื่องจากเจ้าตัวมีประวัติการรักษาจากสถานพยาบาลภายนอกมาก่อนอยู่แล้ว ฉะนั้น เมื่อครบช่วงกักโรค 5 วัน หรือช่วงที่สามารถให้เยี่ยมญาติได้ เรือนจำฯ ก็จะได้ประสานให้ญาติของนายยศวริศ ไปดำเนินการขอประวัติการรักษาโรคจากสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษาต่อเนื่องภายในเรือนจำฯ รวมไปถึงยารักษาโรคประจำตัว หากมีความจำเป็นต้องใช้ ญาติก็สามารถประสานกับทางสถานพยาบาลที่นายยศวริศ เคยรับการรักษาเพื่อขอนำยามาให้ทางเรือนจำฯ ตรวจสอบก่อนพิจารณาอนุญาตนำเข้าไปให้นายยศวริศใช้ พร้อมยืนยันว่า นายยศวริศ ปรับตัวใช้ชีวิตในเรือนจำฯ ได้ดี.
Advertisement