
วันที่ 15 ม.ค. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการบอกเลิกสัญญาแนวระเบียบสามารถทำได้หรือไม่ว่า ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี วันนี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2-3 ชุด ทั้งจุดอ.สีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และถนนพระราม 2 เนื่องจากไม่เหมือนกัน และยังมีการตั้งกรรมการ เพื่อหาข้อเท็จจริงให้ได้ภายใน 7 วัน และหลังจากนั้นก็คงต้องหาวิธีบอกเลิกสัญญาให้ได้ ส่วนโครงการที่ยังเหลืออยู่ 12 - 13 สัญญา ขอให้หยุดการดำเนินการในช่วงนี้ โดยขอเอาฝ่ายวิศวกรรมสถานของกระทรวงคมนาคมเข้าไปตรวจสอบในเรื่องความปลอดภัย แต่ตนได้หารือกับปลัดกระทรวงคมนาคม ตั้งคณะกรรมการอีก 1 ชุด เพื่อกำกับดูแลในการทำงานอีกชั้นหนึ่ง และจะต้องหารืออีกครั้งหนึ่งว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย เนื่องจากมีค่าคอนเซาท์อยู่ แต่เป็นเพียงการเสริมความมั่นใจของสาธารณะในส่วนนี้ เนื่องจากใน 2 กรณีที่เกิดขึ้นใน 2 วัน ตนเชื่อว่าไม่มีอะไรที่บังเอิญ ขนาดนี้ ในโลกนี้ก็มีแค่ประเทศไทย และที่สำคัญ คือ ผู้รับเหมาเป็นรายเดียวกัน
นายพิพัฒน์ ยังระบุอีกว่า ต้องรอรายละเอียดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข้องกับกี่หน่วยงาน ซึ่งหากเกี่ยวข้องกับหน่วยงานใดก็ต้องดำเนินคดีเป็นทอดๆไป โดยเฉพาะผู้รับเหมาก็ส่วนหนึ่ง ผู้รับเหมาช่วงก็ส่วนหนึ่ง ซึ่งตนคิดว่ามีองค์ประกอบในหลายส่วน เพราะฉะนั้นคนยังไม่สามารถที่จะตอบได้ ว่าการดำเนินคดีจะเป็นลักษณะกี่คดี แต่ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
นายพิพัฒน์ ยังระบุอีกว่า ได้มีการสั่งให้ 13 โครงการที่ยังเหลืออยู่ระงับการก่อสร้างในทันทีจนกว่ากระทรวงคมนาคม จะอนุญาตให้ปฏิบัติงานได้ และมีความปลอดภัย เนื่องจากตนคงรับแรงกดมากกว่านี้ไม่ไหว ไม่ใช่เมื่อวานเคส 1 วันนี้เคส 1 อีก 1-2 วันอีกเคสหนึ่ง ถ้ามีอีกคงต้องกลับไปบ้านเลี้ยงหลาน
นายพิพัฒน์ ยังยืนยันว่า การบอกสัญญาจะต้องมีเหตุผล ไม่ใช่ว่าอยากจะยกเลิกก็ยกเลิกได้ การยกเลิกสัญญายอมรับว่าส่วนหนึ่งเป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม ในฐานะเจ้าของงาน แต่การบอกเลิกคู่สัญญาจริงๆ คือกรมบัญชีกลาง ซึ่งในส่วนคมนาคมคงต้องทำในหน้าที่ที่สามารถทำได้ และการขึ้นบัญชีดำเป็นส่วนที่ต้อง ดำเนินการต่อเนื่องทันทีและการถูกลดชั้น ไม่สามารถประมูลงานอีกได้ไหมเมื่อไหร่ ต้องพูดคุยกับกรมบัญชีกลางอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อถามว่าแต่จะไม่ถึงขั้นขึ้นบัญชีดำเป็นการถาวร ไม่ให้สามารถรับงานรัฐอีกได้ใช่หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ต้องดู ไม่ใช่ว่าผิดโครงการนี้ แล้วไปพาลโครงการอื่น เพราะหากโครงการอื่นดำเนินการแล้วไม่ได้ผิดอะไร เนื่องจากบริษัทนี้ก็ไม่ได้มีงานชนิดเดียว หรือลักษณะเดียว งานก่อสร้างของรฟท.ก็ส่วนหนึ่ง ทางยกระดับของกรมทางหลวงก็ส่วน ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ต้องดูเป็นเรื่องๆไป พร้อมยืนยันว่าขึ้นแบล็คลิสแน่นอน และในอนาคตคงต้องเชิญผู้บริหารระดับสูงของบ.อิตาเลียนไทยมาหารือเหตุการณ์ ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลายกรณีตั้งแต่ตึกสตง.ถล่ม
เมื่อถามว่าจากกรณีเหตุการณ์อ.สีคิ้วถูกขุดภาพการลงนามสัญญาในสมัยที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (16 ม.ค.69) ตนจะไปดู ว่า โครงการที่อ.สีคิ้ว เป็นการลงนามในยุคของนายศักดิ์สยาม หรือไม่ แต่ตนเชื่อว่าการลงนามไม่ว่าจะเป็นในยุคใด รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นเพียงพยาน เพราะฉะนั้นการเป็นรัฐมนตรีในฐานะเจ้ากระทรวงจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ต้องยอมรับว่ารัฐมนตรีไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และการลงนามในแต่ละปีไม่ใช่มีแค่ครั้งเดียว ซึ่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม มีการลงทุนกว่าแสนล้านในแต่ละปี เพราะฉะนั้นจะมีโครงการเล็กบ้างใหญ่บ้าง ซึ่งรัฐมนตรีก็มีส่วนในการรับผิดชอบในฐานะที่เป็นผู้เสนออนุมัติงบประมาณ แต่ไม่ใช่ผู้ลงนามในแต่ละสัญญา ดังนั้นต้องไปย้อนดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหน่วยงานใดเป็นผู้ลงนาม ส่วนในการประมูลต้องผ่านกรมบัญชีกลางพิจารณาว่าหน่วยงานใดเหมาะสมที่จะรับผิดชอบ ในการรับงานประมูลนั้นไปเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำจำเป็นจะต้องชี้แจงให้สังคมเข้าใจ
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวว่า การลงนามในสัญญาใครเป็นผู้ลงนามไม่ใช่เรื่องสำคัญ พร้อมยกตัวอย่าง คนเป็นรัฐมนตรีในยุคนั้นและนับต่อไปอีก 20 ปี โครงการนั้นเกิดพังถล่มลงมา เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆสามารถเกิดขึ้นได้ จึงอยากให้ดูที่เนื้องานอย่าเจาะจง ว่าเป็นความผิดของใคร หรือเอาทุกสิ่งทุกอย่าง มาเป็นมิติการเมือง ซึ่งตรงเข้าใจดีว่าก่อนการเลือกตั้ง มักจะมีความพยายามดิสเครดิตของแต่ละฝ่ายเกิดขึ้น
" ขอเรียนตามตรง พวกเราทำงานตรงไปตรงมา พวกเราอยู่ในเนื้องานในหน้างาน เนื้องานการเมืองก็ขอให้ไปอยู่ในเนื้องานการเมือง เพราะฉะนั้นการต่อสู้ อย่าเอาปัญหาของการเมือง มายุ่งกับการทำงานของแต่ละกระทรวงขอความกรุณาครับ"
นายพิพัฒน์ ยังกล่าวต่อว่า ช่วงนี้พรรคภูมิใจไทยอาจจะมีเรตติ้งดี อาจจะมีการเตะตัดขากันบ้างก็เป็นเรื่องปกติ ตนไม่ได้กังวล เกมก็คือเกม ไม่ใช่ปัญหา เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น เราก็ต้องแก้ไข อย่างตัวของตนขณะนี้ ก็ไม่รู้ว่าถูกวิจารณ์ไปถึงไหน จึงต้องบอกตรงไปตรง ว่าตนพร้อมรับผิดชอบ
Advertisement