
เมื่อเวลา 16.25 น. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 “หนุ่ม กรรชัย” พิธีกรและผู้สื่อข่าวชื่อดัง เดินทางออกมาบริเวณด้านหน้ากองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เพื่อพบปะและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ภายหลังเดินทางเข้าให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 4 บก.ปอศ. ปมบริจาคเงินมูลนิธิองค์กรทำดี เป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงผลการเข้าให้ปากคำ “หนุ่ม กรรชัย” ได้เผยว่า “เรียบร้อยดี” ทางสื่อมวลชนจึงถามกลับไปว่า ที่ว่าเรียบร้อยหมายถึงตัว “หนุ่ม กรรชัย” หรือ “บุ๋ม ปนัดดา” ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบกลับว่า สำหรับตนเองถือว่าเรียบร้อยดีแล้ว ส่วนในส่วนอื่นจะเรียบร้อยหรือไม่นั้นคงต้องติดตามดูกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม “หนุ่ม กรรชัย” ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ความรู้สึกหลังได้พูดคุยและรับทราบข้อมูลจากพนักงานสอบสวนเปรียบเทียบกับก่อนเดินเข้าพบนั้น ต่างกันอย่างสิ้นเชิงชนิดที่เรียกว่า “หน้ามือเป็นหลังเท้า” เนื่องจากชุดข้อมูลที่พนักงานสอบสวนรวบรวมได้นั้นเป็นคนละเรื่องกับสิ่งที่เขาเคยได้รับฟังมา และเป็นข้อมูลที่มากกว่าสิ่งที่ตนเองเคยทราบมาก่อนหน้านี้
ทั้งนี้ “หนุ่ม กรรชัย” ยืนยันว่าตนไม่ได้รู้สึกเสียความรู้สึกกับใคร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการโอนเงินบริจาค แต่ ณ เวลานี้สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือ “ความจริง” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ในวันนี้ตนเดินทางมาให้ข้อมูลในฐานะ “พยาน” แต่ส่วนตัวเชื่อว่ามีโอกาสสูงที่จะถูกแปลงสภาพเป็น “ผู้เสียหาย” ในขั้นตอนต่อไป ซึ่งคงต้องรอให้พนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปข้อมูลอย่างเป็นทางการอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้ฝากคำเตือนและคำแนะนำไปถึงเพื่อนดาราและคนบันเทิงคนอื่น ๆ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องว่า ควรรีบเดินทางเข้าให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนโดยเร็วที่สุด
ในประเด็นการช่วยเหลือสังคม “หนุ่ม กรรชัย” ยืนยันว่าจะยังคงร่วมบริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลต่อไปอย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่า ตนเองมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้ทุกวันนี้ก็เพราะประชาชนและสังคม ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้ทำให้หมดกำลังใจหรือเสียศรัทธาในการทำดี แต่อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการบริจาคหลังจากนี้ ให้มีความละเอียดรอบคอบและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนยิ่งขึ้น เนื่องจากเงินบริจาคตรวจสอบได้ยาก จึงต้องมั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมได้อย่างแท้จริง
สุดท้าย เมื่อถูกถามถึงกระแสสังคมที่มองว่าตนเองเป็น “เจ้าพ่อแห่งวงการสื่อ” ไม่น่าจะพลาดตกเป็นเหยื่อในกรณีเช่นนี้ “หนุ่ม กรรชัย” เผยว่า ทุกคนมีโอกาสตกอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งหมด ซึ่งตนก็เป็นเพียง 1 ใน 1,800,000 บัญชี เท่านั้น พร้อมขอให้ประชาชนและสังคมอดใจรอขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานความจริงทั้งหมดจะปรากฏขึ้นอย่างแน่นอน
Advertisement