
กลายเป็นโชว์ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางสำหรับการแสดงในรอบไฟนอลของ "เนเน่ รอยัล" บนเวที America's Got Talent (AGT) ซึ่งเจ้าตัวได้หยิบเอาเพลงร็อกระดับตำนานอย่าง Seven Nation Army ของวง The White Stripes มาถ่ายทอดใหม่ได้อย่างทรงพลัง จนสามารถสะกดผู้ชมทั่วโลกได้อยู่หมัด
เบื้องหลังทำนองอันดุดัน เพลง Seven Nation Army มีเนื้อหาที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับแรงกดดัน สายตาจับผิด และเสียงนินทาลับหลัง เพลงนี้สะท้อนอารมณ์ของคนที่เอือมระอากับเรื่องดรามาในสังคม แต่ยังคงยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ไม่ยอมให้ obstacle ใด ๆ มาขัดขวาง โดยมีท่อนติดหูที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อย่างชัดเจน
"I'm gonna fight 'em off
A seven nation army couldn't hold me back
They're gonna rip it off
Taking their time right behind my back"
ภาพรวมของบทเพลงนี้จึงพูดถึงความมุ่งมั่นที่จะก้าวผ่านคำคน พร้อมทั้งความปรารถนาที่จะปลีกตัวออกจากความวุ่นวายจอมปลอมเพื่อไปพบความสงบที่แท้จริง ซึ่งเมื่อนำมาตีความผ่านเสียงร้องและการแสดงของ “เนเน่ รอยัล” บนเวทีไฟนอล AGT จึงยิ่งส่งพลังแห่งการเป็นนักสู้และความมั่นใจออกมาอย่างเด่นชัด
หากพูดถึงหนึ่งในริฟฟ์กีตาร์ที่จดจำง่ายที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีโลก ชื่อของเพลง Seven Nation Army จากวงร็อกสองชิ้น The White Stripes คงเป็นอันดับต้น ๆ ที่ทุกคนนึกถึง เพลงนี้ถูกปล่อยออกมาในปี 2003 ในฐานะซิงเกิลหลักจากอัลบั้ม Elephant ผลงานการแต่งของ Jack White (มือกีตาร์และนักร้องนำ) แต่ทว่าเบื้องหลังชื่อเพลงที่ฟังดูยิ่งใหญ่นี้ กลับไม่ได้เกี่ยวข้องกับสงครามหรือกองทัพใด ๆ แต่เป็นเพียงจากการที่ Jack ในวัยเด็ก มักจะฟังชื่อองค์กรการกุศล "The Salvation Army" ผิดเป็น "Seven Nation Army" เขาจึงนำคำนี้มาใช้เป็นชื่อเดโมตั้งแต่วันนั้น
ความอัจฉริยะของบทเพลงนี้เกิดจากการผสมผสานท่อนริฟฟ์ 7 โน้ตอันมีเอกลักษณ์ ควบคู่ไปกับจังหวะกลองที่หนักแน่นและเรียบง่ายของ Meg White ส่งผลให้เพลงนี้ทะยานขึ้นชาร์ตทั่วโลก พร้อมทั้งคว้า รางวัล Best Rock Song จากเวที Grammy Awards มาครองได้อย่างสมเกียรติ
เส้นทางของเพลงนี้ในโลกกีฬาเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2003 เมื่อแฟนบอลสโมสร Club Brugge จากเบลเยียม ได้ยินเพลงนี้เปิดในบาร์ก่อนเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก นัดที่ต้องไปเยือน AC Milan จึงนำทำนองริฟฟ์หลักมาร้องเป็นเสียง “โอ้” เพื่อเชียร์ทีมในขอบสนาม ซึ่งทาง UEFA ได้ยืนยันว่าแฟนบอลกลุ่มนี้คือกลุ่มแรกที่เปลี่ยนเพลงร็อกให้กลายเป็นเพลงเชียร์ฟุตบอล
ทำนองดังกล่าวแพร่กระจายเข้าสู่ลีกอิตาลีอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติเมื่อแฟนบอลทีมชาติอิตาลีนำมาร้องตลอดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2006 จนกระทั่งทีมชาติอิตาลีคว้าแชมป์โลกได้สำเร็จ ทำให้เพลงที่ชาวอิตาลีเรียกว่า “Po Po Po Po Po Po Po” ถูกส่งต่อไปยังลีกกีฬาทั่วทุกมุมโลก
ความพิเศษที่ทำให้ Seven Nation Army กลายเป็นเพลงเชียร์แห่งยุค คือความง่ายในการส่งเสียงร้อง ที่ไม่มีข้อจำกัดทางด้านภาษา ทำให้แฟนกีฬานับหมื่นคนในสนามสามารถตะโกนพร้อมกันได้ทันที ประกอบกับโครงสร้างเพลงที่ค่อย ๆ ไต่ระดับความตึงเครียด จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับเปิดบิ้วต์บรรยากาศก่อนเริ่มเกม หลังการทำประตู หรือยามที่ต้องการปลุกเร้าพลังกองเชียร์
ปัจจุบัน เพลงนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายทั้งในวงการฟุตบอล, อเมริกันฟุตบอล, บาสเกตบอล, ฮอกกี้ ไปจนถึงมวย สมดังคำกล่าวของค่าย Third Man Records ที่ยกย่องให้ Seven Nation Army เป็นบทเพลงที่ "ยึดครองโลก" และกลายเป็นเสียงเชียร์ที่แฟนกีฬาทั่วโลกคุ้นเคยดีที่สุดเพลงหนึ่ง
ที่มา : thirdmanrecords / sfgate
Advertisement