
กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างล้นหลาม สำหรับมหากาพย์ความขัดแย้งระหว่างสองอดีตเพื่อนรักคู่หูคอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดัง “ยัต ชัยโสโร” และ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ที่ล่าสุดได้เดินทางมาเผชิญหน้าและเปิดใจเคลียร์กันกลางรายการ โหนกระแส โดยมี “หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย” เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมด้วยทีมทนายความและคนใกล้ชิด เพื่อหาข้อสรุปในปมปัญหาเรื่องการเงิน การถือหุ้นบริษัท และคดีความฟ้องร้องเรียกเงินสูงถึง 20 ล้านบาท
ย้อนกลับไปถึงจุดแตกหักเรื่องการลาออกจากบริษัท “ยัต ชัยโสโร” เปิดเผยว่า ตนเพียงแค่อยากให้ต้าพูดความจริงทั้งหมดตามที่ตกลงกันไว้
ยัต ชัยโสโร: “อยากให้ต้าพูดความจริง ก็อย่างที่ตอนออกเป็นตกลงกันไว้ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็เซ็นออก คุณบอกว่าไม่เอาอะไร เพื่อรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เอาเงินเฟ็ดเฟ่ไป มีการคุยกันแล้ว 4-5 รอบ”
ขณะที่ “ต้า เฟ็ดเฟ่” ได้โต้แย้งเล่าถึงความทุกข์ทรมานใจตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์และพยายามจบชีวิตตนเองหลายครั้ง
ต้า เฟ็ดเฟ่: “เป็นระยะเวลาที่ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปี ณ วันนั้นผมเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น ไม่รู้ว่าจะหนีจากการโดนครอบงำ บังคับ ข่มขู่ด่าทุกวันได้อย่างไร ผมตัวคนเดียว เป็นหัวหน้าครอบครัว ไม่สามารถเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาใครได้ ต้องเก็บไว้คนเดียวจนเริ่มมีอาการทางจิตเวช พยายามจบชีวิตหลายรอบมาก ปรึกษาจิตแพทย์เขาก็บอกว่าอย่าพยายามแก้ปัญหาด้วยวิธีนั้น แต่ผมคิดถึงครอบครัว ทิ้งเขาไม่ได้... ที่พิมพ์ชี้แจง ณ เวลานั้นว่าออกมาโดยไม่เอาอะไร เพราะแค่อยากเอาตัวเองออกมาจากตรงนั้น”
นอกจากนี้ “ต้า” ยังได้เอ่ยปากขอโทษ “แอม” ภรรยาของ “ยัต” กลางรายการ หลังเคยมีบทสนทนากันแต่ไม่สามารถหาข้อยกเว้นได้
ต้า เฟ็ดเฟ่: “ณ วันนั้นที่คุยกับหนูอะ หนูไม่เกี่ยว เพราะเราเปิดบริษัทกันสองคน พี่รำคาญ พี่เลยคุยไปแบบนั้น (ยกมือขอโทษ)”
ทนายตุ๋ย : ทำไม “ยัต” ไม่คิดว่าชัยโสโรเป็นของ “ต้า” ด้วยเหมือนกัน เหมือนที่ “ต้า” เคยคิดว่าเฟ็ดเฟ่เป็นของเพื่อนทุกคน
ยัต ชัยโสโร : เขามาพูดหลังจากที่มีสื่อ แล้วมันโจมตีกลับมาที่บริษัท เรื่องลบช่อง เรื่องสิขสิทธิ์ที่เอาไปลงช่องอีก
ทนายตุ๋ย : มันเลยเป็นเรื่องพันกันที่คุณคิดว่าเขาไม่ควรจะได้รับตรงนั้น!?
แอม : มันน่าจะเป็นช่วงเวลาขณะนั้น ไม่ใช่แค่แชทที่พิมพ์ เขาสองคนมีอะไรเขาจะคุยกันค่อนข้างเยอะ ช่วงท้าย ๆ พี่ต้าจะเป็นแบบไม่ค่อยพูด แอมก็เห็นถึงสถานการณ์ตรงนั้น แอมไม่ได้ยืนยันว่าแชทที่พูดถึงจะเป็นแบบนั้น
ต้า เฟ็ดเฟ่ : สมมติว่าผมออกมาเอง แล้วไม่เอาอะไรเลย ผมถาม “ยัต” ว่า ออกมาแต่ตัว พ่อเราก็ป่วย เรามีเงินเดือน 4 หมื่น เราขอออกมา เราเหนื่อยทำมาด้วยกัน 6-7 ปี นายไม่ให้เงินขวัญถุงเราเลยหรอ
ในส่วนของคดีความที่มีการฟ้องร้องกันสูงถึง 20 ล้านบาท ทนายอาร์ม (ทนายความฝั่งยัต) ชี้แจงเหตุผลที่แนะนำให้ยัตดำเนินการฟ้องร้อง 2 คดี (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และลิขสิทธิ์) ว่าเป็นเพราะทั้งสองฝ่ายไม่ยอมหันหน้าคุยกัน
ทนายอาร์ม: “70% เป็นส่วนที่ทนายแนะนำให้ฟ้อง เพราะเพื่อนเขาไม่พูดคุยกันเลย การไปคุยในศาลคือการที่ศาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้หมด พอเจอร่องรอยการกู้ Facebook ก็เลยฟ้อง”
ส่วนกรณีที่ “ต้า” สงสัยว่ามีการคัดค้านการประกันตัวตนเองในคดีที่ศาลมีนบุรี ทางทีมทนายได้ทำความเข้าใจกันในรายการจนได้ข้อสรุปว่า ฝ่ายยัตไม่ได้มีการคัดค้านการประกันตัวแต่อย่างใด
สำหรับประเด็น “สัญญาโอนหุ้น” ที่เคยเป็นข้อสงสัยเรื่องลายเซ็นปลอม “แอม” ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ต้าเป็นคนเซ็นเองกับมือทุกฉบับ และไม่มีภาวะป่วย ณ ตอนนั้น” ซึ่งในรายการได้ข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า ลายเซ็นดังกล่าวเป็นของจริง ไม่ได้มีการปลอมแปลง ส่วนรายละเอียดเอาไว้คุยกันในชั้นศาล
นอกจากนี้ ฝั่ง “ยัต” ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเส้นทางการเงินของ “ต้า” ที่พบว่ามีบัญชีผูกกับเว็บพนันออนไลน์ ซึ่ง “ต้า” ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจอย่างหนักแน่นว่า ไม่เคยยุ่งเกี่ยวหรือเล่นการพนันใด ๆ ทั้งสิ้น
“หนุ่ม กรรชัย” ได้วิเคราะห์ถึงจุดยืนและทางออกของทั้งสองฝ่าย โดยระบุว่าเรื่องความจริงของทั้งคู่อาจเป็นความขัดแย้งทางความรู้สึกที่คุยเท่าไหร่ก็ไม่จบ แต่ต้องมองไปที่หลักการและสิทธิทางกฎหมาย
หนุ่ม กรรชัย: “วันนี้ประเด็นอยู่ที่ ธงทางต้าคือต้องการเรียกร้องความเป็นธรรม อยากได้ส่วนของตัวเองคืน... ง่าย ๆ เลย ย้อนกลับไป ณ วันที่ต้าเป็นผู้ถือหุ้น 49% แล้วกลับไปกระทบยอดดูว่าเงินตั้งแต่เปิดบริษัทมาจนถึงวันที่เขาออกมีเท่าไหร่ หักกลบลบหนี้เงินที่ยืมกรรมการเอาไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ตอนนั้นแล้วเหลือเท่าไหร่ แล้วนำมาแบ่งกันให้ถูกต้อง”
ส่วนเงิน 3 แสนบาท ที่ “ต้า” ได้มานั้น คือเงินที่ต้ายืมยัต ไปให้ฝั่ง เฟ็ดเฟ่ ซึ่งยัตบอกว่า เขายืมไปคืนเพื่อน โดยที่ยืมไป แล้วพอวันหนึ่งคุยเรื่องที่เขาจะออก แล้วปรึกษากับคนทำบัญชีว่ามันไม่สามารถทำแบบนั้นได้ แล้วเขายังไม่ได้ใช้หนี้ เลยหักจากหุ้นของเขา
ด้าน “หนุ่ม กรรชัย” เสริมว่า กรณีเงิน 3 แสนบาทที่ยัตอ้างว่าจ่ายค่าขายหุ้นให้ต้านั้น เมื่อเทียบกับการที่ยัตยืมเงินบริษัทไปหลายสิบล้าน การจ่ายเพียง 3 แสนบาทแล้วให้ต้าออกไปเลยจึงอาจดูไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร
ทั้งสองฝ่ายเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายลง โดย "ยัต ชัยโสโร" ยืนยันว่าพร้อมที่จะพูดคุยเรื่องการประเมินสัดส่วนทรัพย์สินใหม่ตามกฎหมาย
ยัต ชัยโสโร: “เดี๋ยวมาดูสัดส่วน คุยกันได้คุยกันเลย มาดูกฎบ้าน ผมยอม แต่ไม่ต้องไปพาดพิงคนอื่น น้อง ๆ คนอื่น ด่ามาด่าผมคนเดียว”
ขณะที่ "ต้า เฟ็ดเฟ่" ได้ฝากทิ้งท้ายก่อนจบรายการด้วยการขอความเห็นใจจากทุกฝ่าย “อยากให้หยุดโจมตีกันก่อน จะได้ทำให้การพูดคุยหาข้อสรุปง่ายขึ้น”
ทั้งนี้ "ยัต" และ "ต้า" ตกลงร่วมกันว่าจะนำเรื่องการคำนวณบัญชีและสัดส่วนหุ้น 49% เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย เพื่อคิดคำนวณตัวเลขที่เป็นธรรมที่สุดแก่ทั้งสองฝ่าย และหลังจากเคลียร์กันลงตัวแล้วทั้งคู่ก็จะถอนฟ้องกันทุกคดี
Advertisement