
กลายเป็นประเด็นดรามาบนโลกออนไลน์ เมื่ออดีตนักแสดงหนุ่ม “แต๊งค์ พงศกร มหาเปารยะ” ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบายความรู้สึกผ่านทางโซเชียลมีเดีย หลังมีเหตุจำเป็นสุดวิสัยต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอหัวหิน ซึ่งเป็นการใช้บริการโรงพยาบาลรัฐเป็นครั้งแรกในชีวิต
“แต๊งค์ พงศกร” เล่าว่า โดยปกติเป็นคนที่พูดจาดีและมีอัธยาศัยดีกับเจ้าหน้าที่พยาบาลมาโดยตลอด แต่เนื่องจากเคยใช้บริการเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน เมื่อต้องรอคิวนานเป็นชั่วโมงที่โรงพยาบาลรัฐตนก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทว่าด้วยอาการคอแห้งและปากแห้งมาก จึงได้เอ่ยปากบอกพยาบาลที่เดินผ่านเพื่อสอบถามหาจุดดื่มน้ำ
แต่สิ่งที่ทำให้เจ้าตัวถึงกับช็อกคือ ปฏิกิริยาจากพยาบาลท่านนั้นที่หันมาชักสีหน้า ขมวดคิ้ว เชิดปากขึ้น และสวนกลับด้วยน้ำเสียงกระชากว่า “แล้วจะให้ทำไง?” ทำเอาอดีตนักแสดงหนุ่มถึงกับตัดพ้อว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมคนถึงต่อว่าโรงพยาบาลรัฐกันมาก และคงต้องเปลี่ยนใจไปอยู่ฝั่งช่วยด่า หลังจากที่เคยเข้าข้างพยาบาลมาโดยตลอดเวลามีดรามา
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เมื่อเวลาประมาณ 22:00 น. แพทย์ผู้ทำการตรวจกลับแจ้งว่า “หมอรักษาไม่เป็นนะ อาการนี้ ให้กลับไปกรุงเทพฯ หรือเข้าไปเพชรบุรี” ทำให้เจ้าตัวถึงกับอุทานด้วยความตกใจกับมาตรฐานการให้บริการ
หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยมีชาวเน็ตบางส่วนเข้ามาต่อว่าว่าเหตุใดจึงไม่ลงไปหาน้ำดื่มเอง ทำให้ "แต๊งค์ พงศกร" ต้องออกมาโพสต์แก้ไขและอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมถึงสถานการณ์ในขณะนั้นเพื่อความเป็นธรรม
เจ้าตัวเปิดเผยว่า ตนถูกสั่งให้นอนรออยู่บนเตียงในห้องฉุกเฉิน (ER) เป็นเวลานานโดยไม่มีจุดหมายและไม่มีเจ้าหน้าที่มาอัปเดตอาการ โดยขณะนั้นตนมีอาการป่วยที่ค่อนข้างน่าวิตก ได้แก่คอบวม และโคนลิ้นบวม หน้าชาไปครึ่งซีก หายใจและกลืนน้ำลายลำบาก และมีความเจ็บปวดและทรมานอย่างมาก
ด้วยอาการดังกล่าวบวกกับการไม่เคยเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลรัฐมาก่อน จึงไม่กล้าลงจากเตียงเอง การบอกพยาบาลจึงเป็นการหวังว่าจะได้รับคำแนะนำ หรืออนุญาตให้ลงไปดื่มน้ำได้ ตนยอมรับว่าอาจจะเรียบเรียงคำถามไม่ตรงประเด็นเพราะกำลังเจ็บป่วย แต่ยืนยันว่าพูดจาสุภาพมาก และคาดหวังเพียงคำแนะนำทางไปหาน้ำ ไม่ใช่การถูกชักสีหน้าและตอบกลับด้วยกิริยาไร้มารยาท
“แต๊งค์ พงศกร” ทิ้งท้ายว่า ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่องการขอให้นำน้ำมาบริการ แต่เป็นเรื่องของ “การพูดจาให้เกียรติกัน” ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี เนื่องจากโรงพยาบาลรัฐคือบริการสาธารณะที่จัดตั้งขึ้นด้วยภาษีของประชาชน การคาดหวังบริการที่มีมาตรฐานและกิริยามารยาทที่ดีตามหลักวิชาชีพจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานอันชอบธรรม
พร้อมยอมรับว่าตนอาจจะถูกมองว่าใจแคบที่ตัดสินโรงพยาบาลจากเหตุการณ์เดียว แต่ตนไม่เคยด่าทอหรือบ่นร้านค้าหรือสถานบริการใดๆ มาก่อน เหตุการณ์นี้ถือเป็นประสบการณ์ที่สะเทือนใจและทำให้มุมมองต่อโรงพยาบาลรัฐเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
Advertisement