
เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ สำหรับนักแสดงและคุณแม่คนสวย “ก้อย รัชวิน” ที่ล่าสุดได้ออกมาเปิดใจถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตัดสินใจย้ายครอบครัวไปตั้งรกรากที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมอัปเดตชีวิตการทำงาน หลังห่างหายจากหน้าจอภาพยนตร์ไปนาน
“ก้อย รัชวิน” ชี้แจงถึงดรามาเรื่องการย้ายไปอยู่ภูเก็ตจนคนนำไปตีความในแง่ลบว่า เรื่องดังกล่าวเกิดจากการพูดคุยกับ “พี่ฉอด” ซึ่งเป็นการคุยกับรุ่นพี่ คุยกับเพื่อน และเป็นเพียงแวบเดียวของอารมณ์ผู้หญิงและคนเป็นแม่ที่อาจมีความเหนื่อยบ้าง หรือเป็นเรื่องของฮอร์โมนในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่เรื่องฝังใจหรือปมใหญ่โตอะไร
“ก้อย” ย้ำชัดว่าการย้ายมาภูเก็ตไม่ได้ถูก “ตูน บอดี้สแลม” บังคับ แต่เป็นแพลนที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนแต่งงาน โดย “ตูน” ได้ซื้อที่ดินไว้และบอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอยากย้ายมาอยู่ที่นี่ แต่ทุกอย่างเร็วขึ้นเนื่องจากสถานการณ์โควิด ประกอบกับตนมีน้องพอดี ซึ่ง “ตูน” มองการณ์ไกลว่าอยากให้ลูกได้เติบโตท่ามกลางธรรมชาติ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และพ่อแม่จะได้มีเวลาให้ลูกได้เต็มที่ 100% เพราะหากอยู่กรุงเทพฯ ตนอาจจะมีงานหรือมีสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจหลายอย่าง
โดย “ก้อย” เผยว่า “การเป็นพ่อแม่คือการเสียสละร่วมกันไม่ได้แปลว่าใครคนใดคนหนึ่งต้องเสียสละอยู่ฝ่ายเดียว พี่ตูนเองต้องออกไปทำงานข้างนอก ก็ต้องเสียสละเวลาที่จะได้อยู่กับลูก ส่วนตนเองมาอยู่บ้านดูแลลูก 100% อาจไม่ได้กลับไปทำงานเต็มที่ แต่นั่นคือสิ่งที่ตนเลือกเองและมีความสุข หากเลือกได้ในวันนี้ก็ยังขอบคุณพี่ตูนที่ตัดสินใจพากันมาอยู่ภูเก็ต รู้สึกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่ได้ถูกบังคับ”
“ก้อย” ยังเผยอีกว่า การมาอยู่ภูเก็ตอาจจะไม่มีเพื่อนสนิทที่คอยวิ่งมาหาเหมือนตอนอยู่กรุงเทพฯ แต่เวลาที่มีความรู้สึกอยากแชร์ คนที่อยู่เคียงข้างเสมอมาก็คือ “ตูน บอดี้สแลม” ที่เป็นทั้งสามีและพ่อที่ดีมาก ๆ รู้สึกโชคดีและขอบคุณอยู่เสมอ ส่วนวันไหนที่เหนื่อยแล้วได้ระบายกับเพื่อนสาวก็ถือเป็นธรรมดาพาร์ทหนึ่งของชีวิตมนุษย์
นอกเหนือจากประเด็นครอบครัว การมาร่วมงานเปิดตัวภาพยนตร์ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่ลูก ๆ ได้เห็นตนเองในบทบาทของการทำงานแสดง จากเดิมที่เคยไปเชียร์แต่คุณพ่อในคอนเสิร์ต ซึ่งตนได้เล่าให้ลูกฟังว่าเป็นการเปิดตัวหนังและเคยพาทะเลไปเที่ยวตอนถ่ายทำ
ด้านพัฒนาการของลูก ๆ นั้น “น้องทะเล” มีแนวคิดเป็นเด็กผู้ชายที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง บางทีอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ทำ ซึ่งไม่สามารถบังคับได้ ส่วน “น้องเวลา” ด้วยความที่ยังไม่เต็ม 3 ขวบ และอาจจะเห็นแม่ทำงาน ถ่ายคลิป ทำให้สามารถแสดงออกได้ดี
สำหรับการกลับมารับงานแสดงในระยะยาว ยอมรับว่าคิดถึงงานแสดง ถือเป็นเหมือนประตูอีกบานที่ทำให้คนได้เห็นว่าตนกลับมาทำงานแล้วหลังจากห่างหายจากจอภาพยนตร์ไปนาน โปรเจกต์ต่อ ๆ ไปในอนาคตยังคงอยากทำ หากมีโอกาส มีบทที่ดี หรือผู้ใหญ่ชักชวนก็ยินดีรับ แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาเงื่อนไขเรื่องของเวลาเป็นหลัก เพื่อให้เวลากับลูก ๆ ก่อน
เมื่อถูกถามถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง นับตั้งแต่ตัดสินใจเป็นแม่ในวันนั้น “ก้อย” มองว่าเป็นเรื่องของจังหวะชีวิต เมื่อเปลี่ยนมาดูแลลูก แน่นอนว่ามันไม่สามารถเหมือนเดิมได้เพราะมีสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตที่ต้องดูแลรับผิดชอบ และลูกคือหัวใจไปแล้ว ตนจึงเลือกให้ลูกมาเป็นอันดับแรก
ส่วนเรื่องชีวิตส่วนตัวหรือสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ตนสามารถวางไว้ก่อนได้ และเชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อลูกโตขึ้น ตนก็จะมีเวลาได้กลับมาใช้ชีวิตของตัวเอง ชี้คนเป็นแม่ไม่ได้ต้องการอะไรมาก แค่ต้องการใครสักคนที่พร้อมรับฟังและได้พูดคุยเท่านั้น
Advertisement