
เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงได้ออกมาพูดและโพสต์ข้อความผ่านทางโซเชียลมีเดียเพื่อแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เช่นกัน สำหรับ "เปิ้ล นาคร" งานนี้เจ้าตัวร่วมถอดบทเรียนภัยเงียบ โดยอธิบายว่าภาพความรุนแรงของเปลวเพลิงที่พุ่งทะลักออกมาอย่างหนักหน่วงนั้น เกิดจากปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า "แบคดรัฟท์" (Backdraft) หรือการระเบิดของควันไฟ พร้อมเตือนทุกร้านเพื่อรับมือและแก้ไขสถานการณ์ไม่คาดฝันนี้ด้วย
ทีมข่าว APOP Today ได้เดินทางพูดคุยกับ “เปิ้ล นาคร” ถึงการติดตามข่าวสลดกับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้ โดยเจ้าตัวเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่สมัยซานติก้าผับ, คลับดังที่ชลบุรี จนกระทั่งล่าสุดที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ผู้ใหญ่ในสังคมต้องเริ่มหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่ปิดที่มีทางเข้าออกจำกัด หากทางหนีไฟถูกปิดด้วยจะยิ่งทวีความรุนแรง
นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงปรากฏการณ์ทางเคมีของไฟที่สร้างความรุนแรงเหมือนมังกรพ่นไฟ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักผจญเพลิงต่างตระหนักดี คือ Backdraft (แบ็กดราฟต์) การที่ไฟกำลังจะมอดเพราะขาดออกซิเจน แต่เมื่อมีอากาศหรือออกซิเจนถูกอัดเข้าไปกะทันหัน ความร้อนที่สะสมอยู่จะประมวลผลทำปฏิกิริยากับออกซิเจนจนระเบิดพ่นไฟออกมาอย่างรุนแรง และ 2.Pressure Build-up การสะสมของความดันและความร้อนปริมาณมากในพื้นที่ปิด เมื่อได้รับออกซิเจนเพียงเล็กน้อยจะระเบิดตัวออกมาทันทีคล้ายลูกโป่งแตก
โดยภาพข้างในที่หลายคนอาจไม่ได้เห็น มันหดหู่มาก สภาพผู้เสียชีวิตเหมือนสัตว์ถูกเผา แต่จริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตเพราะโดนไฟคลอกตั้งแต่แรก แต่หมดสติและเสียชีวิตจากการสูดดมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไปเพียงแค่ 2-3 นาทีเนื่องจากออกซิเจนหมด ประกอบกับการวิ่งเบียดเหยียบกันหนีตาย
ในฐานะผู้ประกอบการร้านอาหาร ตนบอกว่าร้านอาหารทั่วไปจะมีเจ้าหน้าที่จาก กทม. และสาธารณสุขเข้ามาตรวจความปลอดภัยและระบบดับเพลิงอย่างเข้มงวดสม่ำเสมออยู่แล้ว แต่สำหรับสถานบันเทิงประเภทผับบาร์ มักมีปัญหาเรื่องการจดทะเบียนไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ เช่น จดทะเบียนเป็นร้านอาหารแต่เปิดเป็นผับ ซึ่งโครงสร้างของผับจะปิดทึบและมีการใช้วัสดุซับเสียง เช่น แผ่นโฟม หรือฟองน้ำบนฝ้าเพดาน ซึ่งวัสดุเหล่านี้ถือเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว จึงอยากฝากถึงผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และตนก็เสนอแนะให้กระทรวงศึกษาธิการบรรจุ หลักสูตรการเอาตัวรอดเบื้องต้นจากภัยพิบัติไว้ในโรงเรียน เหมือนในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เด็ก ๆ มีสัญชาตญาณในการเอาตัวรอดเมื่อเผชิญเหตุจริง
ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้เกิดการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ตนในฐานะผู้ก่อตั้ง "มูลนิธิไทยนาคา" จึงได้จัดทำโครงการ “หนูต้องรอด” เพื่อฝึกอบรมเยาวชนและครูให้เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติภัยต่างๆ เช่น อุทกภัย , อัคคีภัย , แผ่นดินไหว และตึกถล่ม โดยดึงครูฝึกระดับมาสเตอร์ของประเทศมาติวเข้มในรูปแบบกิจกรรมที่สนุกสนาน เข้าใจง่าย และได้ลงมือปฏิบัติจริง เช่น การทำ CPR, การโรยตัวหนีภัยจากตึกสูง และการขับขี่เจ็ตสกี/เรือเร็วเพื่อหนีน้ำท่วม
ปัจจุบันโครงการได้นำร่องเฟสแรกไปแล้วที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีเยาวชนและครูกว่า 200 คน จาก 10 กว่าโรงเรียนเข้าร่วม และมีแผนจะเดินสายจัดกิจกรรมฟรีทั่วประเทศ โดยเน้นพื้นที่กลุ่มเสี่ยงภัยพิบัติก่อน อาทิ เชียงราย, แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, อุบลราชธานี, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครศรีธรรมราช, ยะลา และปัตตานี
โดย "จูน กษมา" ได้ร่วมบริจาคประเดิมให้ก่อน 1 ล้านบาท รวมถึงนำรายได้จากธุรกิจในครอบครัวมาสนับสนุน เพื่อหวังสร้างประโยชน์และทิ้งสิ่งดี ๆ ไว้ให้แผ่นดิน แม้ในอนาคตอาจต้องเปิดรับแรงสนับสนุนจากพันธมิตรเพิ่มเติมเนื่องจากต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าเด็ก ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น
Advertisement