
จากกรณีเกิดอุบัติเหตุสุดสลด เด็กชายวัยเพียง 11 ขวบ แอบนำรถกระบะของครอบครัวออกมาขับ ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนขบวนพระสงฆ์กว่า 30 รูป ที่กำลังเดินธุดงค์อยู่ริมถนนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ส่งผลให้มีพระสงฆ์มรณภาพทันทีในที่เกิดเหตุและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลรวม 10 รูป และยังมีพระสงฆ์ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีกเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกันในโลกออนไลน์ต่างตั้งคำถามและจับพิรุธว่า ครอบครัวปล่อยปละละเลยจริงหรือไม่ และเด็กอายุเท่านี้สามารถควบคุมรถยนต์คันใหญ่ได้อย่างไร
ล่าสุด “บุ๋ม ปนัดดา” ได้เปิดใจกับ APOP Today ถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญในครั้งนี้ เจ้าตัวได้เผยว่า เรื่องนี้ผู้ปกครองต้องรับผิดชอบแบบเต็ม ๆ เปรียบเทียบกับในต่างประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา หากเด็กกระทำความผิด พ่อแม่ต้องร่วมรับโทษด้วยเพราะถือว่าละเลยการดูแลบุตรหลาน เช่นเดียวกับการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแล้วปล่อยให้ออกมาวิ่งเพ่นพ่านกลางถนนจนเกิดอุบัติเหตุ เจ้าของก็ต้องรับผิดชอบ
ส่วนกรณีที่สังคมอ้างว่าน้องเป็นเด็กพิเศษนั้น ตนมองว่า ยิ่งเป็นเด็กพิเศษ ผู้ปกครองยิ่งต้องเพิ่มความดูแลเอาใจใส่และควบคุมให้มากกว่าปกติ ไม่ใช่ใช้มาเป็นข้ออ้าง จะเด็กปกติหรือเด็กพิเศษ ถ้าอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองก็ต้องควบคุม ยิ่งเด็กพิเศษยิ่งต้องควบคุมและใส่ใจมากกว่าปกติ เพราะเราไม่รู้ว่าพิเศษแบบไหน แต่ตราบใดที่ยังสื่อสารรู้เรื่อง ผู้ปกครองยังต้องควบคุมได้ ยิ่งถ้ามีเด็กพิเศษในบ้าน ต้องคอยมอนิเตอร์ตลอดว่าเขาแอบออกนอกบ้านไหม หรือกำลังโมโหไปทำร้ายใครหรือเปล่า
สำหรับข้อสงสัยที่ว่า เด็กอายุ 11 ขวบ สามารถขับรถยนต์คันใหญ่ขนาดนั้นได้อย่างไร เจ้าตัวในฐานะอดีตนักแข่งรถที่เคยคว้าถ้วยรางวัลแรลลี่มาแล้ว เผยว่า รถคันดังกล่าวเป็นระบบเกียร์กระปุก ซึ่งขับยากมากสำหรับมือใหม่ การขับรถเริ่มจากเกียร์กระปุกมันไม่ง่าย สำหรับคนที่ไม่เคยขับเลย มันไม่มีทางที่จะขับออกไปปื๊ดเดียวแล้วซิ่งได้ขนาดนั้น เพราะถ้าปล่อยคลัตช์ไม่เป็นรถก็ดับตั้งแต่หน้าบ้านแล้ว ดังนั้นที่บอกว่าน้องไม่เคยขับเลยเป็นไปไม่ได้ น้องต้องเคยขับหรือเคยหัดมาบ้างแล้ว พอสบโอกาสบวกกับความคึกคะนองตามวัยเลยขับออกไปซิ่งเล่น
ทั้งนี้จากประสบการณ์การทำงานกู้ภัยของตนเอง พบเคสอุบัติเหตุจากเด็กและเยาวชนโดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ ในต่างจังหวัดเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ขับขี่กันตั้งแต่เด็กโดยที่พ่อแม่มักจะใช้ให้ไปซื้อของ หรือขยับรถให้ จนละเลยเรื่องความปลอดภัยและกฎจราจร
ส่วนกรณีที่มีกระแสคอมเมนต์บางส่วนตำหนิพระธุดงค์ว่าไม่ควรมาเดินริมถนนนั้น ตนมองว่า หากถนนเส้นไหนไม่มีทางเท้า กฎหมายกำหนดให้เดินไหล่ทางฝั่งที่สวนทางกับการสัญจรของรถ เพื่อให้เราสามารถมองเห็นรถที่วิ่งสวนมาได้ ซึ่งพระท่านก็ปฏิบัติถูกต้องแล้ว การขับรถชนคนยังไงก็ผิด เราต้องเข้าใจหลักกฎหมายและเรียงลำดับความสำคัญก่อน บางคนชอบมองข้าม เอาเหตุผลอื่นมาอ้างเพื่อให้ความผิดมันเบาลง เหมือนอ้างว่าไปจอดรถขวางหน้าบ้านคนอื่นได้ หรืออ้างว่าบ้านจนเลยไปปล้นบ้านคนรวยได้ มันคือข้ออ้าง ตรรกะเดี๋ยวนี้มันแปลก ๆ หลักความจริงมีแค่ ฆ่าคนยังไงก็ผิด ชนคนยังไงก็ผิดและการขับขี่รถยนต์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
สุดท้ายตนได้เสนอแนะแนวทางป้องกันอุบัติเหตุในอนาคต โดยอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงจังกับการเอาผิดผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลยบุตรหลาน ไม่ว่าจะเรื่องการขับรถ การพกอาวุธ หรือการไปรุมทำร้ายผู้อื่น และในส่วนของพระธุดงค์ หากมีการเดินสายในพื้นที่ใด ควรประสานตำรวจจราจรหรือกู้ภัยในพื้นที่เพื่อช่วยจัดรถนำขบวน เคลียร์เส้นทาง หรือส่งสัญญาณธงให้ผู้ใช้รถใช้ถนนรับทราบล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยอีก
Advertisement