
เจ้าของบริษัทจำหน่ายสินค้าออนไลน์รายหนึ่งในจังหวัดสกลนคร เข้าร้องเรียนต่อ "เฮียเปี๊ยก" และสื่อมวลชน อ้างว่า ได้รับความเสียหายจาก "นักร้องลูกทุ่งชื่อดังรายหนึ่ง" ซึ่งเป็นคู่สัญญาทางธุรกิจ โดยกล่าวหาว่า มีการเบิกค่าใช้จ่ายโดยใช้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และภายหลังยกเลิกช่องทางการจำหน่ายสินค้าที่อยู่ภายใต้ข้อตกลง ส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหายรวมกว่า 40 ล้านบาท
นางกิ๊ก (นามสมมุติ) เจ้าของบริษัท เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของความร่วมมือทางธุรกิจเกิดขึ้นหลัง อดีตสามีของนักร้องลูกทุ่งรายดังกล่าว ซึ่งเคยร่วมงานกับบริษัทมาก่อน ได้ขอให้ช่วยกระจายสินค้าของอดีตภรรยาที่ใกล้หมดอายุ เนื่องจากกังวลว่าจะจำหน่ายไม่ทัน โดยบริษัทได้เข้าช่วยรับซื้อและทำการตลาด จนสามารถจำหน่ายสินค้าได้ทั้งหมด
ต่อมา จึงมีการชักชวนให้นักร้องลูกทุ่งรายดังกล่าวเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ (Partner) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยใช้ชื่อและภาพลักษณ์ของศิลปินเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ พร้อมแบ่งผลกำไรในสัดส่วน 50:50 และมีการทำสัญญาระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายไว้อย่างชัดเจน
เจ้าของบริษัทระบุว่า ช่วงแรกธุรกิจดำเนินไปด้วยดี กระแสตอบรับจากแฟนคลับเป็นไปในทิศทางบวก สินค้าสามารถทำยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง กระทั่งผ่านไปราว 5-6 เดือน นักร้องรายดังกล่าวได้แจ้งความประสงค์จะรับงานพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์กาแฟยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งบริษัทมองว่าอาจเป็นสินค้าคู่แข่งกับผลิตภัณฑ์ของตน อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ยังมีกรณีข่าวด้านลบของนักร้องรายดังกล่าวปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยเจ้าตัวเกิดความสงสัยว่าข้อมูลอาจรั่วไหลจากบุคคลภายในบริษัท จึงขอให้มีการตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของพนักงานทุกคน รวมถึงของตนเองด้วย ผลการตรวจสอบไม่พบหลักฐานการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวจากพนักงานบริษัท
อย่างไรก็ตาม นางกิ๊กอ้างว่า ระหว่างการตรวจสอบกลับพบข้อความสนทนาที่มีเนื้อหาพาดพิงและกล่าวถึงตนเอง รวมถึงญาติในทางเสียหาย ทำให้รู้สึกไม่พอใจ แต่ยังคงเลือกเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป
ต่อมา บริษัทได้ตรวจสอบบทบาทการทำงานของนักร้องลูกทุ่งรายดังกล่าวในฐานะผู้ร่วมโปรโมตสินค้า และพบว่าไม่เป็นไปตามข้อตกลงบางประการ เนื่องจากมีการรับงานภายนอกจำนวนมากและผิดนัดกับทีมงานเวลาจะถ่าย content หรือโปรโมทสินค้าหลายครั้ง ส่งผลให้เวลาที่ใช้ในการนำเสนอและจำหน่ายสินค้าของบริษัทลดลง กระทบต่อยอดขายและรายได้
ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงเสนอทางเลือก 2 แนวทาง ได้แก่ ให้นักร้องรับซื้อสินค้าทั้งหมดไปบริหารต่อเองในราคาต้นทุน หรือให้บริษัทเป็นผู้ดูแลการจัดจำหน่ายต่อ โดยยังใช้ช่องทางออนไลน์ของนักร้องในการประชาสัมพันธ์สินค้า พร้อมจ่ายค่าตอบแทนรายเดือน 100,000 บาท ซึ่งนักร้องได้เลือกแนวทางที่สอง และดำเนินการมาเป็นเวลาประมาณ 5 เดือน
กระทั่งภายหลัง พนักงานบริษัทพบความผิดปกติในการเบิกค่าใช้จ่ายหลายรายการที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง จึงรายงานให้ผู้บริหารทราบ เมื่อมีการตรวจสอบเพิ่มเติมก็พบข้อมูลผิดปกติตามข้อสงสัย และได้เชิญนักร้องรายดังกล่าวเข้าชี้แจง โดยนางกิ๊กอ้างว่าอีกฝ่ายยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วนและรับปากจะชดใช้ค่าเสียหาย
ในช่วงเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่ เนื่องจากสัญญาเดิมใกล้ครบกำหนด โดยบริษัทเสนอให้นักร้องกลับมามีบทบาทในการจำหน่ายสินค้าเต็มรูปแบบและแบ่งผลประโยชน์ในสัดส่วน 50:50 เช่นเดิม แต่ถูกปฏิเสธ
นางกิ๊ก กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นนักร้องรายดังกล่าวได้ยกเลิกช่องทางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของตนเอง รวมถึงปิดระบบตะกร้าสินค้าใน TikTok โดยไม่ได้แจ้งให้บริษัททราบล่วงหน้า ทั้งที่ในสัญญาระบุให้บริษัทสามารถใช้ช่องทางดังกล่าวในการจำหน่ายสินค้าได้ ส่งผลให้ยอดขายสะดุดและสร้างความเสียหายจำนวนมาก
เจ้าของบริษัทยังเปิดเผยด้วยว่า ภายหลังเกิดข้อพิพาท ตนถูกบุคคลใกล้ชิดและแฟนคลับของนักร้องรายดังกล่าวโพสต์ข้อความโจมตีผ่านสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการพาดพิงถึงบุพการีของตน จนได้รับผลกระทบทางจิตใจอย่างหนัก
ทั้งนี้ ระหว่างให้สัมภาษณ์ นางกิ๊กถึงกับหลั่งน้ำตา พร้อมยืนยันว่า หากมีข้อขัดแย้งใด ๆ ขอให้วิพากษ์วิจารณ์ตนเพียงคนเดียว ไม่ต้องการให้ครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมเรียกร้องให้นักร้องลูกทุ่งรายดังกล่าวออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน และยินดีเข้าร่วมรายการหรือเวทีใด ๆ เพื่อพูดคุยและพิสูจน์ข้อเท็จจริงร่วมกันอย่างเปิดเผยว่า ฝ่ายใดมีส่วนรับผิดชอบต่อข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
Advertisement