
จากกรณีประเด็นดรามาเดือดบนโลกโซเชียล หลัง “นัส จุฑารัตน์” ภรรยาของนักร้องชื่อดัง “โชค รถแห่” ออกมาโพสต์ระบายหลังไปซื้อทองคำน้ำหนักรวม 10 บาท แต่กลับถูกพนักงานร้านทองโทรศัพท์และทักข้อความมาข่มขู่ พยายามยัดเยียดข้อหาเป็นมิจฉาชีพ โดยอ้างว่าจ่ายเงินไม่ครบขาดไป 30,000 บาท พร้อมขู่ฟ้องดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญานั้น
ล่าสุดมีความคืบหน้าในเรื่องนี้ “นัส จุฑารัตน์” ได้เปิดเผยกับทีมข่าวอมรินทร์ทีวีว่า ทางผู้บริหารระดับสูงของร้านทองดังกล่าวได้โทรศัพท์ติดต่อมาขอโทษตนเองโดยตรงแล้ว พร้อมชี้แจงว่า ทางบริษัทไม่มีนโยบายให้พนักงานติดต่อกับลูกค้าเป็นการส่วนตัวในลักษณะนี้ ซึ่งปกติจะต้องเป็นหน้าที่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์หรือส่วนกลางในการประสานงาน
ทั้งนี้ ทางผู้บริหารได้รับปากว่าจะมีการลงโทษพนักงานคนดังกล่าวตามกระบวนการของบริษัทอย่างแน่นอน ซึ่งทำให้เจ้าตัวรู้สึกใจเย็นลงและเข้าใจว่าเงิน 30,000 บาทมีค่ามากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ แต่สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือระบบความปลอดภัยและการตรวจทานของร้านที่หละหลวมเอง แต่กลับมาพูดจาข่มขู่โบ้ยความผิดและยัดข้อหาโกงให้แก่ลูกค้า
สำหรับลำดับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ “นัส” พร้อมด้วยคุณแม่และพี่สาว ได้เดินทางไปซื้อทองคำแท่งและทองรูปพรรณน้ำหนักรวม 10 บาท มูลค่ารวมทั้งสิ้น 682,500 บาท โดยนัสได้พกเงินสดไป 700,000 บาท และมั่นใจว่านับครบถ้วนดีแล้วก่อนยื่นให้พนักงานทั้งหมด เพื่อให้พนักงานนำไปนับและทอนเงินส่วนเกินกลับคืนมา
ในตอนนั้นตนเองยืนรออยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งมีพนักงานช่วยกันนับเงินถึง 2 คน เป็นจำนวน 2 รอบ และไม่ได้มีการแจ้งทักท้วงใด ๆ จนกระทั่งตนเดินออกจากร้านมาได้ประมาณ 2 ชั่วโมง และรถกำลังเข้าสู่เขตจังหวัดสมุทรสาครเพื่อเดินทางไปเล่นคอนเสิร์ตที่ภาคใต้ พนักงานคนดังกล่าวกลับโทรมาแจ้งว่าเงินขาดไป 30,000 บาท อ้างว่าได้เงินแค่ 680,000 บาท พร้อมทั้งทักเฟซบุ๊กและไลน์ส่วนตัวมาข่มขู่ บังคับให้ลบโพสต์และโอนเงินทันที มิฉะนั้นจะฟ้องร้องทันที
ส่วนเรื่องหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด เจ้าตัวยอมรับว่าตอนแรกทางร้านไม่ยอมส่งให้ จนกระทั่งเรื่องราวเริ่มกลายเป็นกระแสข่าวจึงยอมส่งมา แต่ภาพที่ได้กลับมีความเบลอมากจนซูมมองไม่เห็นว่าเป็นธนบัตรใบละร้อยหรือใบละพัน "หลังจากนี้ อีกประมาณ 3-4 วัน เมื่อเดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ตนยืนยันว่าจะเดินทางไปพร้อมกับทนายความ เพื่อขอดูกล้องวงจรปิดไฟล์จริงจอใหญ่ ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สถานีตำรวจอย่างแน่นอน และถ้าเงินขาดจริงตนก็ยินดีจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าไม่จริงก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง"
Advertisement