
วันนี้ 5 มีนาคม 2569 "ลูกหมี รัศมี" พร้อมด้วย "ทนายกุ้ง อำนวยพร" เปิดใจตั้งโต๊ะแถลงอย่างละเอียดหลังได้รับชัยชนะในคดีหมิ่นประมาท ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย (ปู มัณฑนา) อย่างหนักหน่วง ทั้งคู่เผยว่า ความรู้สึกว่าได้รับความยุติธรรมอย่างที่สุดหลังจากต้องทนแบกรับข้อกล่าวหาเท็จเรื่องการเป็นเจ้าแม่เงินกู้มานานเกือบ 2 ปี ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลระบุชัดเจนว่าพยานหลักฐานของฝั่งจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้เลย และไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องสิทธิ์โดยสุจริตหรือทำเพื่อประโยชน์สาธารณะตามที่อ้าง
ศาลจึงตัดสินว่าจำเลยมีเจตนาใส่ร้ายทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยลงโทษใน 3 ข้อหาหนักคือ ดูหมิ่นด้วยการโฆษณา, หมิ่นประมาทบุคคลที่ 3 และหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นบทลงโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 สั่งจำคุกเต็มที่ 2 ปี และปรับจริง 60,000 บาท แม้ศาลจะให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี แต่มีเงื่อนไขเข้มงวดให้คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัว 3 ครั้ง และต้องทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง
โดย ลูกหมี เน้นย้ำว่า การกระทำทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย และอยากให้เคสนี้เป็นบรรทัดฐานสังคมว่าการใช้สื่อ หรือ โซเชียลทำลายผู้อื่นต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและอาญา ทั้งนี้หากฝั่งจำเลยยังดันทุรังอุทธรณ์ต่อ ลูกหมีและทนายกุ้งก็เตรียมอุทธรณ์ขอให้ศาลสั่งจำคุกทันทีโดยไม่รอลงอาญา เนื่องจากมองว่าจำเลยไม่มีความสำนึกผิดและยังคงมีพฤติกรรมกระทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง
สำหรับประเด็นการฟ้องกลับ 4 คดีที่ สน.ทองหล่อ ที่ทางฝั่ง ปู มัณฑนา อ้างว่าเป็นหมัดเด็ดนั้น ทนายกุ้ง วิเคราะห์เจาะลึกว่า เป็นเพียงกลยุทธ์ "แก้แค้น" และเป็นการรื้อคดีเก่าจากปี 2567 ที่ตำรวจเคยพิจารณาไปแล้วว่าไม่มีมูลความผิด เพราะการแถลงข่าวในตอนนั้นลูกหมีระมัดระวังตัวอย่างมาก ไม่เคยเอ่ยชื่อหรือทำสัญลักษณ์ที่ระบุถึงตัวจำเลยเลย เพิ่งจะมาชัดเจนว่าเป็นใครก็ตอนที่จำเลยจูงมือสามีไปปรากฏตัวหน้าสื่อเองในวันที่ 4 กรกฎาคม ดังนั้นการที่จำเลยพยายามจะรื้อฟื้นเรื่องนี้มาฟ้องใหม่ จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะถูกฟ้องกลับฐาน "ฟ้องเท็จ" และ "เบิกความเท็จ" ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี และปรับหนักกว่าเดิมหลายเท่าตัว โดยทนายกุ้งยืนยันว่าได้เก็บรวบรวมข้อมูลการให้สัมภาษณ์และโพสต์โซเชียลของจำเลยทุกประโยคไว้เป็นหลักฐานเพื่อรุกกลับในจังหวะที่เหมาะสม
ในพาร์ทของความสูญเสีย ลูกหมีระบายความในใจด้วยความขมขื่นว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา เธอเสียทั้งสุขภาพจิต พลังชีวิต และธุรกิจโรงเรียนสอนเดินแบบที่ทำมา 21 ปี ต้องสั่นคลอนเพราะผู้ปกครองเกิดความสับสนทักมาถามเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ผิดกฎหมาย แม้แต่การเรียนปริญญาเอกก็ต้องหยุดชะงักลง เมื่อถามถึงหนี้สิน 2 ล้านบาท ลูกหมีสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำใจไว้ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าจะไม่ได้คืน เนื่องจากเห็นเส้นทางการเงินของจำเลยผ่านกระบวนการสืบทรัพย์ในศาล และรับรู้ว่า จำเลยมีคู่กรณีอีกกว่า 20 รายที่มีมูลหนี้มหาศาลรวมอยู่ด้วย บั้นปลายชีวิตของจำเลยหากไม่ยอมรับความจริง และตั้งสติแก้ปัญหา เส้นทางน่าจะไปถึงจุดวิบัติ
หลายคนถามว่ากลัวไหมสู้กับปู ยืนยันว่ามีกลัวเรื่องเดียวคือเรื่องสติปัญญาค่ะแค่เรื่องเดียว หลังจากนี้ให้ทุกอย่างตามผลของการกระทำนำไป ซึ่งจุดตัดสินสำคัญที่สุดคือวันที่ 22 เมษายนนี้ ในคดีฉ้อโกงและ พ.ร.บ.เช็ค ที่ศาลเลื่อนนัดเพื่อส่งร่างคำพิพากษาให้อธิบดีพิจารณาเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นคดีที่รุนแรงและมีพฤติกรรมซับซ้อน หากลูกหมีชนะในคดีอาญานี้อีกครั้ง จะถือเป็นการปิดฉากมหากาพย์และพิสูจน์ความจริงว่าเป็นการหลอกลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีอยู่จริง ไม่ใช่คดีแพ่งเรื่องเงินกู้ตามที่จำเลยพยายามบิดเบือนมาโดยตลอด และในฐานะนักรบ ลูกหมียืนยันจะสู้จนถึงที่สุดในทุกชั้นศาลเพื่อศักดิ์ศรีของตนเอง
Advertisement