
สัมผัสบทสนทนาที่ลึกและจริงที่สุดของคู่รักนักแสดงอย่าง "ป๋อ ณัฐวุฒิ" และ "เอ๋ พรทิพย์" เปิดใจเล่าความเปราะบางของชีวิตคู่ผ่านรายการ How Are You Feeling? ที่มี จ๋า ยศสินี และ ดร.ต้อง พงษ์รพี เป็นพิธีกร จากวันที่ความรักเต็มไปด้วยคำถาม ความคิดไม่ตรงกัน การเลี้ยงลูกคนละวิธี จนถึงจุดที่ตัดสินใจเซ็นใบหย่าแยกทางด้วยความไม่แน่ใจในหัวใจของกันและกัน จนถึงวันที่ต้องจับมือกันเผชิญโรคมะเร็งปอด พร้อมบทเรียนการลดความคาดหวัง และกลับมาเข้าใจกันอีกครั้ง
How are you feeling ?
เอ๋ พรทิพย์ : มีความสุขมาก ไม่เคยรู้สึกว่ามีความสุขมากขนาดนี้ มันเป็นสิ่งที่แปลกเพราะว่าเอ๋มีความรู้สึกว่าทุกชีวิตคนเรามันต้องมีแบบมีเศร้าบ้าง มีทุกข์บ้าง มีอะไรบ้าง แต่ว่าหลังจากที่เอ๋ป่วยมีความสุขขึ้นมาก
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ผมเฉย ๆ เป็นคนอยู่กับปัจจุบันอยู่แล้ว ไม่รู้สึกสุขที่สุดหรือทุกข์ที่สุดเพราะเราเชื่อในการตั้งอยู่แล้วมันดับไปอย่างนี้เสมอ This too shall pass ในความรู้สึกเราเอาสิ่งนี้เป็นตัวตั้งชีวิตอยู่แล้ว รู้สึกว่าวันนี้ต่อให้เราได้รับรางวัลที่ดีที่สุดพรุ่งนี้มันก็แค่อีกวันหนึ่ง อีกวันเราอาจจะเป็นอะไรขึ้นมา แล้วก็จะเจอวันที่แย่ที่สุด แล้วเดี๋ยวก็จะมีช่วงเวลาที่ดีกลับมา เพราะฉะนั้นทุกการกระทำในชีวิตมันจะมีดีที่สุดแล้วมันจะมีแย่ที่สุด แต่สุดท้ายมันจะกลับมาอยู่ตรงกลางที่เราแฮปปี้คือข้าวกะเพราไข่ดาวอร่อย ๆ แล้ว พี่รู้สึกว่าโอเควันนี้แล้ว
แต่โอเคโมเมนต์ของเอ๋พิเศษหน่อย ด้วยความที่ว่าเราต้องเจอเหตุการณ์เรื่องความเจ็บป่วยมาด้วยกันเรื่องมะเร็ง เหมือนเราแบกอันนี้ไว้กันอยู่แค่ 2 คน เพราะว่าแม่ก็แก่ ไม่อยากเล่าให้ฟังก่อน ในช่วงที่เขารักษาแล้วเรารู้สึกว่าต้องให้มันจบตรงนี้ก่อน ต้องผ่าออกไปก่อน เดี๋ยวผ่าเรียบร้อยค่อยเล่าให้แกฟัง ไม่อยากให้แกมายืนเศร้าอยู่หน้าห้องเครียด เพราะอายุมากแล้วแม่เรา 85 แล้วลูกก็เด็กเกินไปที่จะรับรู้ เท่ากับว่าเรา 2 คนเหมือนแบกโรคมะเร็งปอดไว้อยู่ 2 คน จริง ๆ ผมแบกเขาไว้คนเดียวด้วยซ้ำ เพราะว่าเอ๋มีความทุกข์ แต่ว่าตอนนั้นเหมือนกับไปเลย สภาพความคิดร้องไห้อย่างเดียว มันเหมือนเขาใจสลายแตกสลายไป ผมรู้ว่าเขาเหนื่อยมาก แต่เอ๋โชคดีอยู่อย่างว่ารอบนี้จากคนที่ขี้ขลาดที่สุดกลายเป็นคนที่เก่งที่สุด ในการสู้กับมันแล้วก็ไม่ยอมแพ้ แล้วก็กลับมาได้
เมื่อตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน เริ่มมีความเห็นไม่ตรงกันบ้างตอนไหน ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ตลอดทาง เอ๋เขาจะรู้สึกว่า ผมไปควบคุมเขา ก็อาจจะเป็นไปได้ พี่อาจจะเป็นอย่างงั้นจริง ๆ ก็ได้ ซึ่งเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะว่าเรารู้สึกว่าก็ไม่เห็นจะแปลกอะไรก็ทำอย่างนี้มาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ก็คือควบคุมตัวเองมาตลอดว่าอันนี้ไม่เอา สิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่สิ่งแปลกของเรา เราควบคุมได้ พอวันหนึ่งพอมันเป็นคู่กันแล้วเราดันไปควบคุมเขาด้วยเหมือนกัน โดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วเราคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ต้องอย่างนี้สิ ต้องไปนั่นสิ เมื่อก่อนเธอจะใส่แว่นใช่ไหม เอ๋ต้องถอดแว่นดำนะเธออย่าไปใส่แว่นดำมากคน เขาจะดูว่าเธอเก๊กรู้ไหม เธอต้องส่งสบตาหาคน เขาก็จะทำไมพี่ หนูจะใส่แค่แว่นดำพี่จะยุ่งอะไรกับหนูนักหนา หนูว่ามันสวยดี
เขาควบคุมแค่ไหนในความรู้สึก ?
เอ๋ พรทิพย์ : คือเขาจะขี้สอน เขาจะแบบเอ๋แสดงต้องอย่างงี้นะ เอ๋ต้องอย่างงั้นนะ แต่ว่าบางอย่างเราก็เราก็เห็นดีเห็นงามกับเขาด้วยในสิ่งที่เขาบอก แล้วอย่างที่เรื่องแว่นบ้าง เรื่องเอ๋อย่าใส่กางเกงยีนสีซีดสินู่นนี่อะไรอย่างนี้ เขาเป็นคนไม่ชอบกางเกงยีนสีซีด แต่เอ๋ชอบแบบเซอร์ ๆ เขาก็จะแบบทำไมต้องใส่ แล้วเอ๋ก็แบบแล้วทำไมเอ๋จะใส่ไม่ได้ มันก็จะมีการทะเลาะกันนิดหนึ่ง
ป๋อ ณัฐวุฒิ : เขาก็จะมีจุดที่พูดว่า พี่เก่งกว่าเขา ใช่สิพี่มันคนเก่ง พี่ทำอะไรก็ไม่เคยพลาด ส่วนเราก็บอกก็ใช่สิ ก็เพราะว่าพี่วางแผนไง พี่จบอะไรมาเอ๋
พอมีลูกเป็นยังไง ?
เอ๋ พรทิพย์ : ความเห็นมันไม่ตรงกัน คืออย่างถ้าเอ๋อยากเลี้ยงแบบนี้ เขาก็จะเห็นไปอีกแบบหนึ่ง คือทุกอย่างมันจะต้องมีความต่างตลอดทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ไม่เห็นตรงกันเลย
เคยคุยกันก่อนไหมก่อนที่จะมีลูกว่าเราจะเลี้ยงลูกอย่างไร ?
เอ๋ พรทิพย์ : คือตอนนั้นแค่อยากมีลูก เมื่อไหร่จะมา พร้อมแล้ว แค่คุยกันแค่นั้น แต่ว่าเรื่องทิศทางว่าเราจะต้องเลี้ยงลูกให้เป็นยังไง ตั้งใจเรียนไหม วิชาการไหม สายนู่นสายนี่คือไม่มีเลย ค่อยมาพูดหลังจากที่ที่มีลูกแล้ว
คนโตเขาจะรักแม่แล้วรู้สึกเหมือนพี่ป๋อน้อยใจ มีความน้อยใจอะไรบางอย่างอยู่
ป๋อ ณัฐวุฒิ : คือตอนนั้นมันจะเป็นภาวะที่เหมือนเราทำงานมาเหนื่อย ๆ จำได้เลยตอนลูกคนโตเราเหนื่อยมาก เราทำงานบางทีถ่ายละคร 2 เรื่อง ถ่ายหนังอีก 1 เรื่อง แล้วก็จะเป็นช่วงที่ต้องกลับมาเลี้ยงลูก เราก็เลยรู้สึกว่าจะได้กลับบ้านแล้ว ขออุ้มหน่อยสิ ไม่ให้อุ้ม เขาก็จะไปหาเอ๋ เพราะเอ๋อยู่กับเขาไง แต่ตอนนั้นด้วยความจิตริษยาของเราก็ว่าลูกก็ไม่ให้อุ้ม อยากอุ้มลูกจังเลย
เวลามีปัญหากันจะไม่พูด ?
เอ๋ พรทิพย์ : เอ๋จะไม่เถียงไม่อะไรเลย เพราะเถียงไม่ชนะแน่นอน ก็เลยไม่พูดอะไรเลยเวลาเขาพูดอะไรมาก็ฟังอย่างเดียว ฟังแต่ตาต่อต้านนะ เอ๋ว่ามันเป็นข้อดีในความรู้สึกเอ๋ คือถ้าเถียงกลับไปมันไม่จบ แล้วมันจะยิ่งพัง จากเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เอ๋ก็จะเงียบแล้วก็รู้สึกว่าค่อย ๆ ให้เราใจเย็นลง ค่อย ๆ คิดแล้วเดี๋ยวเขาก็นิ่งเอง
ใครใจร้อนกว่ากัน ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : เอ๋ก็มีมุมอันตรายอยู่ ผมขึ้นเร็ว ขึ้นปุ๊บลงเลย
แต่เอ๋ขึ้นนาน
เอ๋ พรทิพย์ : นานหลายวัน 3 วัน
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ผมรู้สึกว่าจนมาถึงวันหนึ่งผมคิดได้ว่ามันรุงรังเกินไป แล้วผมใช้คำว่ารุงรัง คือรุงรังกับทุกอย่างคือให้ความสำคัญกับทุกอย่างเกินไป จนลืมนึกถึงว่าปลดทุกสิ่งทุกอย่างออกหมดเลย ตอนนี้สิ่งที่เราเป็นกัน คือเราพยายามจะปลดทุกอย่างเลย เราปลดอันนี้ก็ไม่ต้องหรอก อันนี้แม่เขาก็ดูแลตัวเองได้ไม่เป็นไรหรอก เราก็เลยกลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วเราก็นั่งสบายดีนะ พอไม่รุงรังเราก็ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ แล้วเราก็ไม่ต้องไปคิดเผื่อใครเยอะ เราก็เริ่มกลับมาคิดถึงตัวเราแค่นั้นว่าเราแฮปปี้แล้ว เราก็ไม่ได้ลำบากอะไร เราก็ไม่ได้อยากรวยอะไรนักหนา ก็มีงานพรุ่งนี้มีงานเราก็ทำไป ไม่มีงานวันนี้ก็พัก หาอะไรกินกัน ก็เลยกลายเป็นว่าเราลดความรุงรังในสมองลงไปเยอะมาก จนเราเหลือแค่ตัวเรากับเขากับลูกแค่นั้น
จุดที่ตกต่ำที่สุดของชีวิตคู่ วันที่มืดมนที่สุดคือวันไหน ?
เอ๋ พรทิพย์ : น่าจะเป็นช่วงที่ลูกเล็ก ๆ แล้วเป็นช่วงที่เราเหนื่อยมาก เหนื่อยที่สุด เพราะว่าไหนจะต้องปั๊มนม ตื่นนอนก็ไม่พอ แล้วเรารู้สึกว่าเขาก็จะมองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งสายตาเรามองเขาก็ไม่ได้มีความรักอะไร คือไม่รักแล้วตอนนั้น
ป๋อ ณัฐวุฒิ : จำสายตาที่ในห้องนอนได้เลยตอนนั้น ก่อนอัดตีท้ายครัว แล้วตีท้ายครัวเกือบไม่ได้ทำ คือนั่งคุยกันในห้องนอน แล้วหลาย ๆ ครั้งคือเอ๋เขาก็จะเป็นตาปกติ แต่เรารู้เลยว่าตอนช่วงนั้นเขาไม่ได้รักเราแล้ว แต่ฉันก็ไม่ได้รักเธอเหมือนกัน คือได้ไม่เป็นไร งั้นเราแยกกันเราคงต้องจบแล้ว จบถึงขั้นว่าคิดต่อแล้วนะว่ามันจะต้องยังไง คือเคยคุยกับเพื่อนเลยว่ายังไง คนเขาหย่ากันแล้วเขาต้องทำยังไง คือไปถึงตรงนั้นแล้ว แค่ลองหา เริ่มหาไอเดียแล้ว แต่ไม่อยากไปถึงจุดนั้นไง ก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็จนวันหนึ่งไปหาพระ พระท่านก็คงจะมีจิตวิทยาในการแนะนำว่า ก็ถ้าไม่รักกันขนาดนี้ก็ไปหย่ากันสิ ลองหย่ากันสัก 6 เดือน
ในรายการเอ๋ยังตอบว่าเอ๋รักแต่พี่ป๋อตอบว่าไม่แน่ใจ
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ตอนนั้นไม่แน่ใจเพราะว่าคิดว่าน่าจะต้องแยกกันแล้ว
เอ๋ พรทิพย์ : เพราะว่าเขาเคยพูดมาอยู่ประโยคหนึ่งว่า พี่รักตัวเอง พี่ไม่รู้ว่าพี่จะรักเอ๋ได้เท่าไหน เพราะพี่รักตัวเอง แต่พี่จะทำให้ดีที่สุด
วันนั้นความรู้สึกยังไงเป็น ?
เอ๋ พรทิพย์ : เอ๋เข้าใจนะ เพราะว่าเขาทำอะไรทุกอย่างมาด้วยตัวของเขาเอง ถ้าเขาจะรักตัวเองไม่ผิด แต่เขาจะพยายามที่จะรักเรา อันนี้ขอบคุณ คือเอ๋ไม่เสียใจเลยที่ได้ยิน
ป๋อ ณัฐวุฒิ : คือเหตุผลของผมที่ผมพูดอย่างงั้นเพราะว่า ผมแทบจะไม่เคยพลาดเลย คือหมายความว่าผม perfectionist มากๆ มากโดยไม่รู้ตัวดีกว่า ตอนที่พี่บอกเอ๋ พี่จำได้ว่านอนกอดเอ๋อยู่บนเตียง แล้วบอกว่า "พี่รักตัวพี่มากเลยนะ พี่ไม่รู้ว่าพี่จะรักเอ๋ได้มากขนาดไหน แต่พี่จะพยายาม" แต่นี่ก่อนมีลูกอีก ก่อนมีลูกด้วยซ้ำแล้วพี่บอกว่าพี่จะพยายามทำให้ดีที่สุด
พอถึงเวลาที่จะเซ็นใบหย่าจริง ๆ แยกกันจริง ๆ รู้สึกยังไง ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : อันนั้นยากสุด ก่อนจะไปจนเรื่องเตรียมการว่าเอาเอกสารมาเซ็น ทุกอย่างคิดว่ายังไงต้องแยกกันแล้ว แต่ก็จะแยกกันแค่ 6 เดือน แต่ตอนจะเซ็นจริงๆ แล้วถ้าเกิดเขาเจอใครสักคนที่มันดีกว่าเรา แล้วมันดีไปหมด ความรู้สึกรักเขามันกลับดีดขึ้นมาเฉยเลย เพราะรู้สึกว่านี่เราเสียเขาไปแล้ว นี่เราแยกกันแล้วนะ นี่เราหย่ากันแล้วนะ แล้วถ้าเกิด 6 เดือนแล้วเขาบอกว่า พี่หนูคิดว่าหนูไม่อยากกลับมาแล้วล่ะ
เอ๋ พรทิพย์ : มันโหวงแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่มีหลักแล้ว คือเราไม่มีหัวหน้าครอบครัวแล้ว เอ๋ก็คิดว่าถ้าเขาไปเจอผู้หญิงคนอื่นล่ะ เพราะเขาเจอผู้หญิงเยอะ สวยๆ นู่นนี่ แล้วถ้าเขาไม่กลับมาเซ็นกับเราล่ะ เราจะทำยังไง แล้วลูกจะเป็นยังไง
เซ็นกัน 6 เดือน ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ใช่ครับ 6 เดือน คือในระหว่าง 6 เดือนมันก็มีความรู้สึกว่ารักเขามากขึ้นเรื่อยๆ แล้วหวง แล้วก็อยากจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมมากขึ้น แล้วทุกอย่างมันกลับดีขึ้นๆ จนอยากลงชุดว่ายน้ำ ลงไปเลย โป๊ไปเลย แว่นเกี่ยวไปเลย 3 อัน จะกี่อันก็บอก แต่ขอรีทัชนิดหนึ่งให้มันขำๆ
รู้สึกว่าพี่ป๋อเบาลงเยอะมาก สดชื่นสดใสขึ้นเยอะ ซึ่งคิดว่ามาจากเอ๋เยอะเหมือนกัน
ป๋อ ณัฐวุฒิ : ตอนนี้มันเหมือนเรารับฟังกันมากขึ้น ใจเราเปิดมากขึ้น เริ่มมามีความสุขจริงๆ สักที ลดความเป็นนักสู้ของเราลง
มีตรงไหนที่ทำให้ตัดสินใจวางดาบ ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : พี่ว่าพี่อายุมากขึ้น พอพี่ 50 พี่รู้เลยว่าพี่มีเวลาอีกนิดเดียวในการที่จะมีความสุข และพี่ไม่จำเป็นต้องดูแลใครเท่ากับตัวพี่เองอีกแล้ว เพราะพี่ไม่ได้อยู่ในจุดที่แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พี่เป็นนักรบแก่ ๆ คนหนึ่งที่พี่ไม่จำเป็นต้องไปดูแลใครอีกแล้ว พี่อาจจะต้องหันมาดูแลใจพี่เอง ต้องหันมาดูแลใจเมียพี่ ลูกพี่ พี่ก็จะบอกเสมอว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่พี่รู้สึกดีที่สุดกับตัวเอง มากกว่าตอนที่พี่เป็นพระเอกอีก เรารู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นอีกแล้ว มันพิสูจน์มาหมดแล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้เราสู้ให้ใจขาดขนาดไหน ถ้าเราไม่รู้จักปล่อยวางเลยมันจะไม่มีวันจบ จนเราตาย แต่มาถึงวันนี้เราอาจจะต้องรู้จักที่จะต้องเบาเครื่องลง
เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดได้อย่างไรการเดินทางของเรา ?
เอ๋ พรทิพย์ : เอ๋มองว่าหลังจากที่เราเจอเหตุการณ์อะไรมาแล้ว เรารู้สึกว่าภาพที่จากเหตุการณ์นี้มันชัดขึ้น คนรักเราเยอะมาก พี่ป๋อรักเอ๋มาก โดยที่เอ๋ไม่คิดว่าพี่ป๋อจะรักเอ๋ขนาดนี้ เราโชคดีจังเหตุการณ์นี้มันทำให้เราเห็นหลายๆ อย่าง เราเห็นเพื่อนที่รักเรามากๆ เห็นคนรอบข้างที่เขารักเรา คนที่ให้กำลังใจเรา แล้วเรารู้สึกว่ามันชุ่มชื่นหัวใจ ไปที่ไหนก็มีแต่ความรัก โชคดีเหลือเกิน ที่เกิดมาอยู่บนโลกนี้
คุณมีอะไรอยากจะบอกภรรยาคุณไหม ?
ป๋อ ณัฐวุฒิ : คงอยู่ไม่ได้หรอก คือคนที่แข็งแกร่งที่สุด สุดท้ายก็อาจจะเป็นคนที่อ่อนแอที่สุดเช่นกัน ในบางมุมพี่ไม่สามารถออกไปสู้ได้หรอก ถ้ากลับมาบ้านแล้วไม่มีครอบครัวที่ดี เพราะพี่จะแตกสลาย จะรู้สึกว่าพี่จะไม่มีเรี่ยวแรงในการที่จะทำอะไร ถ้าไม่มีหลังบ้านแบบเอ๋ ถ้าพี่ไม่มีกำลังใจที่ดีแบบลูกทั้ง 2 คน ความมากไปน้อยไปพี่อาจจะต้องขอโทษ แต่พี่ก็จะยังไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นคนที่ดีกว่าเดิมให้ได้
มีอะไรอยากจะพูดกับสามีไหม ?
เอ๋ พรทิพย์ : อยากขอบคุณเขาที่มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา ที่เข้ามาเติมเต็มชีวิตเอ๋ให้รู้สึกว่ามีความสุข คือถ้าไม่มีเขาก็มองภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง คือเอ๋ก็ขาดเขาไม่ได้ ขอบคุณที่พี่เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมาก ๆ พี่รักลูก รักครอบครัว ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวเสมอ จนเอ๋ลืมคำที่พี่เคยบอกว่าพี่รักตัวเอง เพราะตอนนี้พี่ไม่รักตัวเองแล้ว
Advertisement