
วันนี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกเรื่องราวดราม่าสะเทือนแดนอาทิตย์อุทัย เมื่อ "แจ็กแปปโฮ" ยูทูบเบอร์ดังขวัญใจสายเกรียน สร้างวีรกรรมใหม่ ถอดเสื้อปีนขึ้นไปเต้นบนหลังคารถยนต์หน้าร้านสะดวกซื้อดัง จนสื่อญี่ปุ่นตีข่าวใหญ่ว่าเป็น "ความอับอายของประเทศไทย"
"แจ็กแปปโฮ" หรือ นายจาตุรงค์ พาโพธิ์ คือยูทูบเบอร์และอินฟลูเอนเซอร์ชาวไทยที่สร้างชื่อเสียงในโลกออนไลน์จาก "คอนเทนต์เกรียน" แนวตลกโปกฮา แกล้งคน และการสร้างสถานการณ์แปลก ๆ เพื่อเรียกเสียงหัวเราะและยอดวิว ปัจจุบันเขามีฐานผู้ติดตามที่แข็งแกร่งและมีอิทธิพลสูง โดยมีผู้ติดตามบน YouTube กว่า 8 ล้านคน และบน Facebook กว่า 6 ล้านคน ทุกการกระทำของเขาจึงมักกลายเป็นประเด็นสาธารณะอยู่เสมอ
ก่อนหน้าดราม่าที่ญี่ปุ่น "แจ็กแปปโฮ" เคยถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากพฤติกรรมในที่สาธารณะมาแล้วหลายครั้ง ทั้งกรณีที่เขาปีนขึ้นไปยืนเหยียบบนโต๊ะอาหารในร้านอาหารโอมากาเสะ ซึ่งถูกประณามอย่างรุนแรงว่าเป็นการกระทำที่ ขาดมารยาทและไม่ให้ความเคารพสถานที่
เขาเคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเปรียบเทียบปรับในข้อหาทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ จากการทำคอนเทนต์จุดประทัด ระเบิดปิงปองปลอมในที่สาธารณะ และยังเคยมีเหตุปะทะฝีปากจนถึงขั้นชกต่อยกับ "เมลาย รัชดา" ซึ่งสุดท้ายก็ไปจบลงที่โรงพักอีกด้วย
ประเด็นล่าสุดที่ทำให้ชื่อของ "แจ็กแปปโฮ" กลับมาเป็นที่พูดถึงอย่างหนัก คือการโพสต์คลิปวิดีโอเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ขณะท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น โดยเขาได้ทำคอนเทนต์ ถอดเสื้อปีนขึ้นไปเต้นบนหลังคารถยนต์ บริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อ Lawson สาขาหน้าสถานีฟูจิคาวากุจิโกะ ที่เมืองยามานาชิ
ซึ่งที่นี่ไม่ใช่ร้านค้าธรรมดา แต่เป็นแลนด์มาร์คถ่ายภาพวิวภูเขาไฟฟูจิที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งชื่อเสียงนี้ก็มาพร้อมกับวิกฤต Overtourism ที่สร้างความปวดหัวให้กับคนท้องถิ่นมายาวนาน เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากไม่เคารพพื้นที่ส่วนบุคคล ยืนถ่ายรูปกลางถนน ทิ้งบุหรี่เกลื่อน และจอดรถไม่เป็นระเบียบ ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุและขัดขวางการสัญจรของคนในพื้นที่
ปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ในเดือนพฤษภาคม 2567 ทางการของเมืองฟูจิคาวากุจิโกะต้องตัดสินใจติดตั้งตาข่ายสีดำขนาดสูง 2.5 เมตร และยาว 20 เมตร เพื่อปิดบังทัศนียภาพของภูเขาไฟฟูจิ มาตรการนี้ถูกนำเสนอเป็นข่าวไปทั่วโลก และเป็นสัญลักษณ์ของการที่ชุมชนยอมเสียวิวสวยงามเพื่อแลกกับความสงบสุขและความปลอดภัย แม้ว่าจะมีรายงานว่าตาข่ายถูกปลดออกชั่วคราว แต่ทางการก็พร้อมติดตั้งกลับคืนทันทีหากมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเกิดขึ้นอีก
เมื่อคลิปของแจ็กแปบโฮถูกโพสต์พร้อมแคปชั่นที่ท้าทายกระแสวิจารณ์ว่า "แม้ใครจะดูถูกฉัน ไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น" ก็จุดประเด็นดรามาครั้งใหญ่ในโลกออนไลน์ เสียงวิจารณ์จากสังคมไทยพุ่งเป้าไปที่พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่อ่อนไหวที่กำลังเผชิญปัญหา Overtourism
ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาคอมเมนต์แสดงความเห็นว่า "ต้องสร้างคอนเทนต์เรียกยอดวิวกันถึงขนาดนี้เชียวหรอครับ เสียชื่อคนไทยไปอีก"
พลอย Pigkaploy นักแสดงและยูทูบเบอร์สายเที่ยว ก็ได้เข้ามาตักเตือน ว่าคลิปนี้เป็น "ตัวอย่างชัดเจนของสิ่งที่ทำให้คนญี่ปุ่นเบื่อ" และทำให้ภาพลักษณ์นักท่องเที่ยวเสีย พร้อมขอให้เคารพพื้นที่คนอื่น และย้ำว่า "ทุกการกระทำของเรา = ภาพลักษณ์ของคนไทยทั้งประเทศในสายตาคนนอก"
เพจ บ้าแบด โพสต์แสดงความเพลียใจ โดยเปรียบเทียบว่าขณะที่นักกีฬาแบดมินตันไทยไปคว้าแชมป์สร้างชื่อเสียงในญี่ปุ่น แต่กลับมีอินฟลูเอนเซอร์คนหนึ่งสร้าง "ความอับอายให้คนไทยจริงๆ"
เพจ I Love Japan TH ออกมาเตือนเรื่อง ความประมาทและผิดกฎหมาย จากอีกคลิปที่เขา เปิดซันรูฟและอุ้มลูกยื่นศีรษะออกนอกตัวรถขณะกำลังแล่นบนทางด่วนในญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อันตรายอย่างยิ่งต่อบุตร และผิดกฎหมายจราจรญี่ปุ่น
การตอบโต้ของ "แจ็กแปปโฮ" ต่อคำตักเตือนจากชาวเน็ตเป็นไปอย่างกวนอารมณ์ และไม่แยแสต่อคำเตือน เช่น "เค้าจะรู้เหรอครับว่าผมเป็นคนคนไทย", "โมโหมากๆระวังน้ำตาลขึ้นนะครับ" และ "แล้วเวลากูไปทำที่อินเดียได้วะ มึงรักคนญี่ปุ่นมากกว่าคนอินเดียหรอ แบ่งชนชั้นวรรณะเหรอวะ"
ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสายตาคนไทย แต่ได้กลายเป็นประเด็นในประเทศญี่ปุ่นอย่างรวดเร็ว คนไทยในญี่ปุ่น สื่อญี่ปุ่น และแฟนเพจให้ความรู้เกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด
อ.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเกียวโต ได้โพสต์แสดงความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่า "ตอนนี้กระแสต่อต้านต่างชาติมีมากขึ้นจนรู้สึกได้" ยูทูบเบอร์รายนี้ทำลายความสงบของสังคมญี่ปุ่น ขัดต่อแก่นวัฒนธรรม "การไม่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้อื่น"
และยังวิจารณ์พฤติกรรมการเต้นบนรถว่า "แย่มาก ทำคนไทยเสียชื่อ" พลอยจะทำให้คนไทยถูกมองไม่ดี ทั้งหมดนี้เพื่ออะไร? ยอดไลค์เพื่อแลกกับชื่อเสียงของคนไทยในญี่ปุ่น
สื่อญี่ปุ่นหลายสำนักได้นำเสนอข่าวพาดหัวอย่างรุนแรงว่า “ความอับอายของประเทศไทย” ทำให้คนไทยจำนวนมากเข้าไปขอโทษชาวญี่ปุ่นในเพจสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบและพิจารณาระงับวีซ่า
เพจ J-doradic ได้โพสต์ว่าได้ทำการแจ้งความผ่านช่องทาง X (Twitter) ไปยังบัญชีทางการของ สถานีตำรวจจังหวัดยามานาชิ ซึ่งเป็นจังหวัดที่รับผิดชอบพื้นที่เกิดเหตุ พร้อมแนบหลักฐานคลิปวิดีโอ โดยแจ้งว่าเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายละเมิดความผิดฐาน "ฝ่าฝืนข้อห้ามทำพฤติกรรมรบกวนในที่สาธารณะ"
เพจ Japan Salary man ได้วิเคราะห์ว่า การปีนรถเต้นในครั้งนี้มีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีหลายข้อหาภายใต้กฎหมายญี่ปุ่น ซึ่งไม่ใช่แค่กฎหมายลหุโทษ แต่รวมถึงความผิดฐานทำให้ทรัพย์สินเสียหาย ขัดขวางการทำธุรกิจของร้าน และ ฝ่าฝืนข้อห้ามทำพฤติกรรมรบกวนในที่สาธารณะ ของจังหวัดยามานาชิ ซึ่งมีบทลงโทษรุนแรงถึงขั้นจำคุก
ขณะที่คนไทยจำนวนมากก็ได้เข้าไปโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเพจ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย เพื่อขอโทษชาวญี่ปุ่นทุกคน และเรียกร้องให้สถานทูตหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของญี่ปุ่น ตรวจสอบ ระงับวีซ่า หรือพิจารณาห้าม “แจ็กแปบโฮ” เข้าประเทศญี่ปุ่นอย่างถาวร
ซึ่งแม้แต่ภรรยาของ “แจ็กแปบโฮ” เองก็ออกโรงไม่ขอปกป้องสามี โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “โพสนี้จะไม่ขอปกป้องใคร ขอปกป้องตัวเองกับลูก ครั้งนี้ ห้ามแล้วค่ะ มันไม่ฟัง มีลูก แล้วแต่ไม่เคยมีสติ ไม่นึกถึงลูก ขอความกรุณาอย่าว่าโมกับลูกเลย รู้เรื่องค่ะ แต่คุมไม่ได้จริงๆยอมรับค่ะ บอกให้ลบคลิปก็ไม่ลบ ก็ตามภาพลักษณ์ของเค้าเองเลยค่ะ ในคลิปที่ยิ้มคือทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน เพราะโฟกัสลูกพึ่งเปลี่ยนเพิสเสร็จ ลูกก็จะวิ่งตามแต่พ่อมัน หลังจากนี้ก็คงยอมรับตามสภาพให้เป็นเรื่องหลังบ้านครอบครัวค่ะ #ก็ถูกของทุกคนแหละค่ะมันอยู่ในจุดที่ใครเตือนไม่ได้”
ซึ่งต่อมาในช่วงค่ำของวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 "แจ็กแปปโฮ" ได้โพสต์ข้อความขอโทษ ผ่านเพจส่วนตัว ระบุว่า "ที่ผมไม่ลบโพสต์ คือผมไม่ต้องการหนีปัญหา อย่างน้อย ๆ นี่ก็เป็นการผิดพลาดเพื่อแก้ไขปรับปรุง ไม่ใช่ลบเพื่อให้คนลืมไปว่าเราไม่ได้ทำ เราทำให้มันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องยอมรับในสิ่งที่ทำ ผมน้อมรับทุกคำด่า ขออภัยทุกคนด้วยครับ"
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสข่าวที่ยังไม่จางหาย การเคลื่อนไหวล่าสุดของเขายังคงเป็นไปในลักษณะของการเล่นกับกระแส โดยเขาได้โพสต์คลิปขณะกำลังเลื่อนดูฟีดข่าวบนเฟซบุ๊กที่เต็มไปด้วยดราม่าของตนเอง พร้อมกับพูดขึ้นมาอย่างติดตลกว่า “ไอ้มาร์ก ซึ่งหมายถึง Mark Zuckerberg ซีอีโอเฟซบุ๊ก มันชอบกูหรือเปล่าวะช่วงนี้” เป็นที่ตั้งคำถามว่าเขารู้สึกเสียใจ หรือกำลังสนุกกับเหตุการณ์ดรามาในครั้งนี้กันแน่
กรณี "แจ็กแปปโฮ" เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนว่าการทำคอนเทนต์ไม่ว่าจะในลักษณะใด จำเป็นจะต้องมีขอบเขตและให้ความเคารพต่อกฎหมายและวัฒนธรรมของประเทศที่ไปเยือน
เพราะการกระทำของอินฟลูเอนเซอร์คนเดียวสามารถส่งผลกระทบเชิงลบต่อภาพลักษณ์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในระดับนานาชาติได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว
ก็ต้องมาติดตามกันต่อไปว่า ดรามาครั้งนี้จะจบลงอย่างไร “แจ็กแปปโฮ” จะมีท่าทีอย่างไรกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หรือจะต้องรับโทษตามที่ชาวเน็ตเรียกร้องหรือไม่
Advertisement