“นายกฯ” ป้อง“ทักษิณ” ไม่ได้ พูดปลุกปั่น แค่ห่วงบ้านเมือง

9 มิ.ย. 67

“นายกฯ” มอง “ทักษิณ” ไม่ได้ พูดปลุกปั่น แค่ห่วงบ้านเมือง ยันอำนาจเบ็ดเสร็จตนเป็นคนเซ็นทุกอย่าง ลั่นทำงานไม่ท้อยิ้มได้ แต่บางทีก็กัดฟัน

วันนี้ (9มิ.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อ.ปาน จ.ลำปาง นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ภาคเอกชนห่วงเรื่องการเมืองอาจจะมีผลกระทบภาพรวมทางเศรษฐกิจว่า เหมือนทุกๆการสัมภาษณ์ที่บอกมาเรื่องการเมืองอยู่ควบคู่กับเศรษฐกิจไทย หรือชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน แต่หน้าที่ผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่ในบ้านเมือง ที่อยู่ในฝ่ายบริหารเราก็ต้องบริหารไป และพยายามลดทอนเรื่องความขัดแย้ง การใช้คำพูดหรืออะไรที่มันเป็นการท้าทายหรืออะไร ตนเชื่อว่าเราทราบดีอยู่ว่าการเมืองคืออะไร แต่เรื่องเหล่านี้อย่าให้มาบั่นทอน เพราะแต่ละคนมีหน้าที่อะไรก็ทำกันไป แต่เหนือสิ่งอื่นใดถ้าเราเอาชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะการเมืองถนนทุกเส้นก็วิ่งสู่ความต้องการของพี่น้องประชาชน แต่ใครจะมีวิธีการที่แตกต่างกันไปก็น้อมรับ ก็ยินดีรับฟัง

เมื่อถามว่า ในเรื่องความขัดแย้งดูเหมือน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปพูด ซึ่งนักวิชาการบางคนมองว่าเป็นเรื่องของการปลุกปั่น นายกฯมองอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า อย่างที่ตนเรียน ไม่ได้มองเป็นลักษณะของการปลุกปั่นแต่เชื่อว่าแต่ละคนมีหลักความคิดและวิธีคิดแตกต่างกันไป และเชื่อว่านายทักษิณ อดีตนายกฯ หรือหลายๆท่านที่ออกมาให้ข่าวในช่วงหลังนี้ เชื่อว่าทุกคนเป็นห่วงบ้านเมือง แต่วิธีการพูดวิธีการตักเตือนก็มีหลายๆวิธีที่แตกต่างกัน ในหน้าที่ของฝ่ายบริหารก็มีหน้าที่รับฟังและอะไรที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ หรือสถานการณ์โดยรวมของประเทศ ก็เป็นหน้าที่ที่เราจะต้องรับไปพิจารณา รับไปปฏิบัติ

เมื่อถามว่าดูเหมือนจะกระทบชิ่งไปทางพรรคร่วมรัฐบาลด้วย จะกระทบต่อเสถียรภาพ ต่อพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า อ๋อ คนอยู่ด้วยกันก็มีทั้งเห็นด้วยและเห็นต่าง ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็มีหน้าที่ใช้คำว่าประสานใจก็แล้วกัน หากมีเรื่องข้องใจก็มานั่งพูดคุยกัน ซึ่งตนก็พยายามที่จะต้องมีการพูดคุยกันกับทุกพรรคร่วมรัฐบาลอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าเรื่องทางการเมืองจะท้าทายกับการทำงานของนายก ฯ จนทำให้การทำงานสะดุดลงไปหรือไม่ ถึงเวลานี้มั่นใจใช่หรือไม่จะไม่ทำให้สะดุดลง นายเศรษฐากล่าวว่า “สองคำถามคือท้าทายกับสะดุดหรือไม่ ท้าทายแน่นอน และที่ถามว่าเป็นห่วงไหมก็เป็นห่วง แต่สะดุดไหมผมว่าไม่สะดุด เพราะผมเชื่อว่าแรงบันดาลใจจากพี่น้องประชาชน ยังไม่มีความสุขพอ ขอใช้คำนี้ ผมว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ผู้บริหารทุกกระทรวง ทบวง กรม ทุกคนอยากเห็นความสุขอยู่ในชีวิตของพี่น้องประชาชน ฉะนั้นท้าทายก็ท้าทาย แต่ไม่สะดุดครับ”

เมื่อถามว่า ความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ มีการมองสองมุม บางคนมองว่าช่วยดึงมวลชน แต่บางมุมมองว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยด้วย ได้มีการพูดคุยหรือพิจารณาหรือไม่ว่าจะต้องอย่างไร นายเศรษฐากล่าวว่า โดยส่วนตัวของตนในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้พยายามทำตัวให้เป็นน้ำไม่เต็มแก้ว ข้อแนะนำต่างๆบางทีสื่อมวลชนก็แนะนำแรง บางคนพูดจาไพเราะแต่เราอย่าไปดู วิธีการนำเสนอมานี้มันรุนแรงเสียดทาน ก้าวร้าว เรามองถึงเจตนารมณ์ดีกว่า เชื่อว่าทุกท่านไม่ว่าจะเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคฝ่ายค้าน ทุกคนอยากให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าได้ แต่ทุกคนมีวิธีการทำงานที่จะไปถึงจุดมุ่งหมายแตกต่างกันไป ตนก็พยายามมองให้เป็นบวกดีกว่า อย่างที่บอกว่าท้าทายไหมก็ท้าทาย

เมื่อถามว่าก่อนที่สภาจะเปิดตรงนี้จะมีการเชิญแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลมาพูดคุยกันหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า มีการคุยมาตลอดและจะคุยต่อไป และในวันจันทร์นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ก็จะมีโอกาสได้เจอหลายท่านในพรรคร่วมรัฐบาล

เมื่อถามว่าบางฝ่ายในพรรคร่วมรัฐบาลแคลงใจอาจไม่อยากให้เกิดการขุ่นใจ เพราะนายทักษิณได้พูดทำนองถึงคนในบ้านป่าทำให้เกิดความวุ่นวาย นายกฯ กล่าวว่า เรื่องที่มีการพูดคุยหรือสนทนากัน โดยเฉพาะเรื่องที่พูดไปแล้วถ้ามีทางออกทุกฝ่ายมากกว่า และทางออกทุกฝ่ายคือปัญหาของพี่น้องประชาชน ตนขอเน้นย้ำตรงนั้นดีกว่า

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรทำงานมาตลอดระยะเวลา 9 เดือน แต่การเมืองมากระทบทำให้เกิดความบันทอนหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ไม่ครับ เวลาเดินเข้าสู่ถนนการเมืองเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่เราไม่อยากใช้คำว่าคาดหวัง แต่เมื่อเกิดขึ้นมาเราก็ต้องพร้อมที่จะรับมือตรงนี้

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวในลักษณะอำนาจเชิงซ้อนระหว่างนายทักษิณกับนายกรัฐมนตรี มีผลต่อสายตานักลงทุนต่างชาติหรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า ตนไม่พูดว่าอำนาจเชิงซ้อนมีหรือไม่มีก็แล้วกัน อันนี้ก็แล้วแต่จะไปคิดกันเอง แต่อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ตน และตนเป็นคนเซ็นต์ทุกอย่างที่ลงนามผิดหรือถูก ตนเป็นคนรับทำ แต่แน่นอนตนบอกมาโดยตลอดเจออดีตนายกฯท่านไหนก็จะเข้าไปหา ถ้ามีอะไรที่จะแนะนำก็น้อมรับ ไม่ใช่อดีตนายกฯอย่างเดียว อดีตนักการเมือง เพื่อนนักธุรกิจ หรือประชาชนที่ตนได้ลงพื้นที่มาตลอด 3 วัน ตนก็มารับฟังตลอด เพราะฉะนั้นตรงนี้เชื่อว่าอย่าใช้คำว่าอำนาจซ้อนจะดีกว่า เราใช้คำว่ารัฐบาลนี้รับฟังความคิดเห็นจากทุกๆฝ่ายดีกว่า

เมื่อถามว่าต่างชาติมีการตั้งคำถามในแง่นี้หรือไม่นายเศรษฐา กล่าวว่า ก็มีครับ ยอมรับว่ามี ซึ่งก็เป็นธรรมดา แต่บทพิสูจน์ในการที่ตนเข้ามาประมาณ 9-10 เดือนนี้ มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าจริงๆแล้วการทำงานมีอิสรภาพส่วนหนึ่ง และการที่เรารับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วนมันไม่ใช่แค่อดีตนายกฯหรือพรรคของเรา หรือพรรคร่วม หรือพรรคฝ่ายค้าน หรือสื่อมวลชน หรือพรรคพวกที่ไม่เห็นด้วยก็ตามที ตนเชื่อว่าเราเอาทุกประเด็นเข้ามาวิเคราะห์กัน อะไรที่เป็นประโยชน์อะไรที่เห็นว่าเป็นคำติชม หรือเป็นคำเสนอแนะที่เหมาะสม ตนก็พร้อมที่จะปฏิบัติ

เมื่อถามว่า การเมืองเป็นแค่วิกฤติหนึ่ง ในขณะที่นายกรัฐมนตรี เคยเจอวิกฤติมามากกว่านี้ใช่หรือไม่ นายเศรษฐา กล่าวว่า สมัยก่อนวิกฤติก็เป็นแค่วิกฤติของบริษัทเอกชน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นในเชิงลบก็กระทบกับคนหมู่น้อยใช่หรือไม่ แต่ถ้าการเมืองในฐานะอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของประเทศเป็นหน้าที่ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบ ตอบพี่น้องประชาชน 60-70 กว่าล้านคน ถามว่ามันใหญ่กว่า และพร้อมหรือไม่ที่จะเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ เพื่อที่จะหาทางแก้ไขหาทางออกให้พี่น้องประชาชน ตนคิดว่าพร้อมครับ หากดูได้จากวิธีการทำงาน ของตนไม่ได้ย่อท้อ เจอปัญหาตนก็ยังทำงานต่อไป พรุ่งนี้เช้าก็ตื่น 7 โมงเช้า ไปทำงานเหมือนเดิม เมื่อถามว่า เห็นนายกฯยังยิ้มได้อยู่นายเศรษฐา ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ครับ ยังยิ้มได้อยู่ครับ แต่บางทีก็กัดฟันเหมือนกัน”

 

advertisement

ข่าวยอดนิยม