“ฟอสฟอรัสขาว” อาวุธต้องห้ามอานุภาพร้ายแรง ลืออิสราเอลตอบกลับฉนวนกาซา?

12 ต.ค. 66

ส่องอานุภาพความร้ายแรงอาวุธต้องห้าม “ฟอสฟอรัสขาว White Phosphorus” หลังสื่อนอกนำเสนอข่าว
อิสราเอลใช้ตอบกลับที่ฉนวนกาซา?

12 ต.ค. 2566 จากกรณีที่เมื่อวานนี้ (11 ต.ค.66 ) หลังสื่อต่างประเทศรายงานว่ากองทัพอิสราเอล ได้ใช้อาวุธเคมีต้องห้าม “ฟอสฟอรัสขาว” (White Phosphorus) ในการโจมตีพื้นที่ฉนวนกาซา ซึ่งสารเคมีชนิดนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกต่างต่อต้านในการใช้ทำสงคราม เพราะส่งผลกระทบมหาศาล

วันนี้ 12 ตุลาคม 2566 รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์สาขาเคมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  เผยถึงกรณีการใช้ "ระเบิดฟอสฟอรัสขาว" กล่าวว่า ฟอสฟอรัสขาว เป็นสารเคมีที่เกิดปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย และเกิดเป็นเปลวไฟ นำมาใช้ทำเป็นระเบิดควันและกระสุนเลเซอร์ส่องวิถี

โดยการทำงานของระเบิดชนิดนี้ จะโปรยฟอสฟอรัสขาวไปในพื้นที่เป้าหมาย จากนั้น ฟอสฟอรัสขาวจะไปสัมผัสกับบ้านเรือน สัมผัสกับกลุ่มเป้าหมาย หรือผู้คน หากเจอความชื้น ก็จะทำปฎิกิริยา และเกิดความร้อนขึ้น ซึ่งความร้อนที่เกิดขึ้นประมาณ 1,300 องศาเซลเซียส ทำให้เสียชีวิตได้ อีกทั้งยังทำให้เกิดควันสีขาวที่มีความรุนแรง ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อการหายใจอย่างรุนแรง อาจส่งผลทำให้ประชาชน หรือ กลุ่มทหารที่โดน ระเบิดฟอสฟอรัสขาว เสียชีวิตได้ 

ฟอสฟอรัสขาว

โดยลักษณะการทำปฏิกิริยา จะระเบิด "ตู้ม" บนอากาศ และกระจายเหมือนกับดอกไม้ไฟ ด้วยความร้อน 1,300 องศา หากโดนบ้านหรือโดนกระจกรถยนต์ก็จะทำให้เกิดการหลอมละลายได้ แต่ถ้าโดนตัว ก็จะเกิดการเผาไหม้ หรือสูตรดมควันเข้าไป ก็จะไปเกิดการเผาไหม้ในร่างกาย หากไม่เสียชีวิตคนที่โดนพิษก็จะทุรนทุราย จากเคมีฟอสฟอรัสขาว ซึ่งมีผลต่อระบบของร่างกาย เรื่องภูมิคุ้มกัน และส่งผลให้เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นถือว่าเป็นอาวุธเคมี ที่หลายประเทศได้ออกกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าห้ามใช้ แต่ว่าฟอสฟอรัสขาว ก็ยังมีการนำไปใช้ในการประกอบอาวุธของหลายประเทศ

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์สาขาเคมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จะใช้เป็นตัวเลือกสุดท้าย หากทำอะไรกันไม่ได้ อย่างเช่นรัสเซียกับยูเครน ซึ่งก็มีการใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ปัจจุบันที่นิยมใช้คือใช้สำหรับการทำควัน เพื่อพลางตัว หรือใช้ผสมในหัวกระสุนปืนทุกขนาด หรือที่เรียกว่ากระสุนเลเซอร์  ซึ่งก่อนหน้านี้มีคนเสียชีวิตจากการใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาวเป็นจำนวนมากในสงคราม หลังจากที่ระเบิดอยู่บนอากาศ และกระจายตัวหล่นลงมา จะมีลักษณะเป็นก้อนใหญ่พอๆ กับลูกเห็บ พอลงมาเจอความชื้น สัมผัสร่างกายก็จะเกิดการเผาไหม้  ส่วนควันที่เกิดขึ้นนั้นก็จะทำให้หมดอากาศหายใจ เหนื่อย หอบ และทำให้เสียชีวิตได้ ถือว่าเป็นเคมี ที่ไม่เป็นพิษแแบบฉับพลัน แต่เป็นเคมีให้ความร้อนสูง และ ทำให้เกิดควันอย่างรุนแรง 

โดยฟอสฟอรัสขาวนั้นมีความรุนแรงกว่า ฝนกรด โดยฝนกรดจะมีฤทธิ์แค่กัดกร่อน เวลาโดนร่างกาย หากล้างออกทัน ก็ยังไม่อันตรายเท่ากับ ฟอสฟอรัสขาว  แต่ฟอสฟอรัสขาวหากโดนร่างกายแล้วก็จะเกิดการเผาไหม้ทันที ส่วนการป้องกันในสงครามเคมีก็จะมีหน้ากากและชุดเพื่อป้องกันสารเคมีจากฟอสฟอรัสขาว แต่ชาวบ้านและประชาชนจะไม่มีแน่นอน เมื่ออยู่ในสภาวะสงคราม และมีการใช้ระเบิดฟอสฟอรัสขาว มีโอกาสที่จะเสียชีวิตสูง ดังนั้นจึงมีการต่อต้านในการใช้

หากใช้ในสงครามไปแล้ว หลังจบสงคราม มีผลต่อระบบนิเวศโดยรอบหรือไม่ ?

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์สาขาเคมีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มีผลแน่นอน เพราะจะมีสารเคมีตกค้าง หากซึมลงไปในน้ำ หรือผิวดิน ก็จะส่งผลให้สิ่งแวดล้อมต่างๆ นั้นเปลี่ยนไป และตกค้างไปถึงห่วงโซ่อาหารหากมนุษย์ ที่นำมารับประทานก็จะได้รับสารเคมี จากฟอสฟอรัสขาวเข้าไปด้วย  ซึ่งก็จะส่งผล กระทบต่อร่างกายและเป็นอันตรายในระยะยาว

 

advertisement

ข่าวยอดนิยม

ข่าวทั่วไป เป็นกระแส