ตร.เร่งตามหาซาเล้งเก็บของเก่าลักพาตัว ด.ช.วัย 14 จากสิงห์บุรี

22 ก.ย. 66

ตำรวจเร่งล่าซาเล้งเก็บของเก่าลักพาตัว ด.ช.วัย 14 ปี ออกอุบายหลอกเด็กว่าจะซื้อโทรศัพท์ให้ สุดท้ายพาไปพักโรงแรมก่อนพาหนี

จากกรณีที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ประกาศตามหา ด.ช.อายุ 14 ปี พร้อมระบุข้อความว่า “ ประกาศคนหายสวัสดีค่ะเพื่อนๆพี่ๆน้องๆญาติๆใครพบเจอน้องในภาพช่วยติดต่อมาด้วยนะคะ เด็กนักเรียนชาวเขาหาย น้องมัว ด.ช.ณัชพล สมภพวรพงษ์ ที่อยู่วัดโฉมศรี อินทร์บุรี หายจากวัดไปเมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2566 ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 10.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.อินทร์บุรี ตรวจสอบติดตามจากกล้องวงจรปิด พบโผล่อยู่หน้ารถซาเล้งขับผ่านหน้าเทศบาลตำบลทับยา มุ่งหน้าสิงห์บุรี ในวันเกิดเหตุ เบื้องต้นเป็นคนขี่รถซาเล้งเก็บของเก่าขาย

ล่าสุดทีมข่าวอมรินทร์ทีวีลงพื้นที่จุดเกิดเหตุบริเวณศาลาหลังวัดบางโฉมศรี ตำบลชีนํ้าร้าย อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งวัดดังกล่าวเป็นจุดที่ ด.ช.มัว พักอาศัยอยู่หลังครอบครัวนำมาฝากเรียนกับทางวัดเมื่อ 1 ปีที่แล้ว

หลังลงพื้นที่พบว่าถึงแม้จุดดังกล่าวจะมีถนนคอนกรีดตัดผ่าน แต่รอบข้างเต็มไปด้วยป่าที่อยู่ติดกับท้ายวัดและมีแม่น้ำเจ้าพระยาทอดผ่าน มีชาวบ้านนำเศษเหล็กและขยะมาทิ้ง นีจึงเป็นสาเหตุที่นายพัน คนขับซาเล้งมาที่จุดดังกล่าวและได้เจอน้องมัว ด.ช.วัย 14 ปี

ทีมข่าวได้พูดคุยกับพระครูปลัดสุรพล ปภาโส พระวัดบางโฉมศรี ซึ่งดูแลเด็กเผยว่าวันเกิดเหตุคือวันเสาร์ที่ 16 กันยายน 2566 เวลาประมาณ 11:30 น.ช่วงเวลานั้นพระในวัดมีกิจนิมนต์และเป็นช่วงฉันเพลพอดี ทำให้ไม่ได้สังเกตว่าเด็กแต่ละคนไปไหนทำอะไรและเด็กที่วัดก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง

จนกระทังวันจันทร์ที่ 18 กันยายน 2566 ประมา 5 โมงเย็นเด็กจึงบอกว่าน้องมัว ยังไม่กลับมา มีคนขับซาเล้งพาออกไปตั้งแต่วันที่ 16 ที่ผ่านมา โดยเด็กที่เห็นเหตุการณ์บอกว่านายพัน คนลักพาตัวเอาเงินมาให้น้องมัว ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเอามาให้แล้วทั้งน้องมัวและเด็กคนอื่นๆ 20 -30 บาท และชวนไปเที่ยวเล่น เเต่เด็กหลายคนไม่ไป มีเพียงน้องมัวที่เคยไปแล้ว 1 ครั้ง แต่ครั้งนั้นเห็นว่านายพัน เงินไม่พอซื้อโทรศัพท์จึงนำน้องมัวมาส่งที่วัด

และครั้งนี้ให้เงินน้องมัวอีก 300 บาทและหลอกล่อว่าจะพาไปซื้อโทรศัพท์จนน้องมัวเชื่อและขึ้นรถซาเล้งไปด้วย หลังจากที่รู้ว่าน้องมัวหายก็รีบแจ้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและไปแจ้งความที่สภ.อินทร์บุรี ทันที หลังจากนั้นเตรียมจะแจ้งครอบครัวน้องมัว แต่ทางน้องมัวเองดันเอาเฟซบุ๊กของนายพัน ผู้ก่อเหตุทักมาหาแม่ตัวเอง

ทางครอบครัวก็โทรมาทางวัดจึงอธิบายและชี้เเจงไปตามความจริง หลังจากนั้นทางวัดก็ติดตามความคืบหน้ากับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตลอดและแจ้งทางครอบครัวน้องมัวทุกวัน ผ่านมา 1 สัปดาห์ความคืบหน้าตอนนี้ก็ยังจับตัวคนก่อเหตุไม่ได้ ผู้ก่อเหตุเคยแจ้งว่าจะเอาน้องมัวมาคืนทางกำนันผู้ใหญ่บ้านก็รอถึงตี 3 สุดท้ายก็ไม่ได้พามา

จากข้อมูลเห็นว่านายพันไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งเช่าโรงแรมอยู่ และเอาบัตรประจำตัวประชาชนคนอื่นมาสวม เจ้าหน้าที่ตำรวจเคยจับตัวคนผิดมา ทั้งนี้ยังพบอีกว่านายพันจะชอบเปลี่ยนซิมมือถือตลอด เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวยาก.

 

advertisement

คุณอาจสนใจข่าวนี้

ข่าวยอดนิยม

ข่าวทั่วไป เป็นกระแส