แม่ค้าหมูปิ้งเครียดหนัก! ซื้อบ้านหวังอยู่ช่วงบั้นปลาย แต่อยู่ไม่ได้เพราะบ้านใกล้ถล่ม

25 มี.ค. 66

แม่ค้าหมูปิ้งเครียดหนัก! ซื้อบ้านหวังอยู่ช่วงบั้นปลาย แต่อยู่ไม่ได้เพราะบ้านใกล้ถล่ม เผยทุกวันนี้ต้องเช่าบ้านคนอื่นอยู่

วันที่ 25 มี.ค. 66 เมื่อเวลา 12.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับขอความช่วยเหลือจาก นางสาวเกษร สงวนนามสกุล อายุ 47 ปี  ที่อยู่หมู่ที่ 8 ต.นาเกลือ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ ว่าครอบครัวตนได้ซื้อบ้านเป็นทาวเฮ้าว์ขนาด 2 ชั้น อยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านพระสมุทรเจดีย์ เมื่อช่วงปี 2552 ซึ่งเป็นบ้านสร้างใหม่ กระทั่งทุกวันนี้ไม่สามารถเข้าพักอาศัยได้ เนื่องจากบ้านเริ่มแตกราวทั้งหลัง บางส่วนได้พังลงมากองกับพื้น เคยไปแจ้งนิติบุคคลแล้วแต่เรื่องกลับเงียบ ร้องเรียนไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่แล้ว ร้องเรียนไปยังสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และเจ้าความลงบันทึกประจำวันที่สถานีตำรวจ แต่ไม่มีความคืบหน้า ทางสื่อสื่อข่าวจึงลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

แม่ค้าหมูปิ้ง

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านแบบทาวเฮ้าว์ขนาด 2 ชั้น ปลูกติดกันหลายหลัง พบกับนางสาวเกษร สงวนนามสกุล อายุ 47 ปี เจ้าของบ้านพาผู้สื่อข่าวเข้าไปดูสภาพบ้าน พบว่าบริเวณข้างฝาบ้านซื้อเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กมีรอยแตกร้าวเป็นแนวยาวหลายจุด จนเห็นเหล็กเส้นโผล่ สามารถนำมือสอดเข้าไปได้ทั้งมือ กระเบื้องปูพื้นมีรอยแตกร้าวเกือบทั่วทั้งบ้าน ประตูบ้านและชายคาหน้าบ้านเริ่มทรุดเอนเอียงไปด้านหน้าถนน บริเวณด้านหลังบ้านซึ่งห้องครัว พบฝาผนังมีรอยแตกจนแยกออกจากตัวบ้าน กว้างประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นทางยาว

บ้านทรุด

โครงหลังคาครัวบิดเบี้ยวมีเศษกระเบื้องมุงหลังคาหล่นแตกเกลื่อนพื้น บริเวณพื้นครัวมีรอยแตกแยกจากตัวบ้านจนกระเบื้องปูพื้นมีรอยแตกร้าวเกือบทั้งหมด หลังจากนั้นเจ้าของบ้านได้พาขึ้นไปดูบริเวณชั้นที่ 2 ของตัวบ้าน พบกำแพงห้องนอนทั้ง 2 ห้อง มีรอยแตกร้าวเกือบทั้งหมด ห้องน้ำชั้น 2 ของบ้านมีรอยร้าวกว้างกว่า 10 เซนติเมตร บนพื้นห้องพบเศษปูนและเศษกระเบื้องหล่นเกลื่อน

จากการสอบถามพบนางสาวเกษร เจ้าของบ้านเล่าว่าตนมีอาชีพขายข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่หน้าบ้าน ส่วนสามีเป็นคนงานอยู่ในร้านขายผ้าใบย่านเจริญนคร โดยบ้านหลังดังกล่าวพักอยู่รวมกัน 4 คน พ่อ แม่ ลูกสาว ลูกชาย โดยเมื่อก่อนนี้ตนและครอบครัวได้เช่าบ้านอยู่แถวเจริญนคร เขตกรุงเทพมหานคร ได้ทำงานและขายของจนเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง มาซื้อรถยนต์กระบะจนผ่อนหมดไปได้ 2-3 ปี

บ้านพัง

กระทั่งสามีมีความคิดว่า เมื่อครอบครัวมีรถแล้วน่าจะซื้อบ้านไว้เป็นของตัวเอง เผื่อบั้นปลายชีวิตจะได้ไม่ต้องเช่าเขาอยู่และหนี้สินไม่มี จึงได้ออกตะเวนหาซื้อบ้าน กระทั่งมาพบปิดประกาศของหมู่บ้านแห่งนี้ และตกลงกันว่าจะซื้อบ้านที่นี่ โดยทางหมู่บ้านได้ตั้งราคาขายไว้ที่ 1,050,000 บาท ซึ่งในขณะนั้นตนและครอบครัวมีเงินเก็บอยู่เพียง 150,000 บาท จึงได้ทำเรื่องกู้ธนาคารมาจำนวน 1 ล้านบาท พร้อมส่งเดือนละ 7,000 บาท โดยได้ทำสัญญาและซื้อบ้านเมื่อปี 2552 ก่อนที่จะเก็บข้าวของเข้ามาอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว

บ้านพัง

เมื่อช่วงกลางปี 2565 บ้านเริ่มมีการทรุดตัว และมีรอยแตกร้าวตามกำแพงบ้านและห้องครัว ตนเองคิดว่าน่าจะเกิดจากสถานการณ์น้ำท่วมเมื่อไป 2554 ที่ผ่านมาคงไม่น่าจะเกิดอะไรขึ้นมาก เมื่ออยู่นานวันเข้าบ้านเริ่มมีรอยแตกร้าวเพิ่มมากขึ้น จนเป็นทั่วบ้านทั้งชั้นล่างและชั้นบน บางวันนั่งรับประทานอาหารอยู่ชั้นล่างมีเศษปูนหล่นร่วงลงมากลางวงข้าว สามีเห็นท่าไม่ดีจึงได้ไปติดต่อทางนิติบุคคล แต่ได้รับคำตอบที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าที่ควรว่า บ้านหมดประกันไปนานแล้วไม่สามารถเข้าไปดูแลหรือซ่อมแซมให้ได้ ตนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้ไปปรึกษากับคนที่มีความรู้ว่าให้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.ใกล้บ้าน

บ้านพัง

ก่อนเดินทางไปติดต่อที่องค์การบริหารส่วนตำบลที่รับผิดชอบ แต่เมื่อไปติดต่อแล้วมีเพียงเจ้าหน้าที่ช่างโยธาได้เข้ามาดูพร้อมถ่ายรูปและวัดส่วนที่เสียหายและเงียบหายไป หลังจากนั้นเมื่อช่วงวันที่ 17 ม.ค.66 ที่ผ่านมา ตนได้เดินทางเข้าไปร้องเรียนที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไว้แล้ว ซึ่งขั้นอยู่ระหว่างประนอมข้อพิพาทอยู่ ตนและครอบครัวต้องออกไปเช่าบ้านคนอื่นอยู่ ต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเดือนละ 3,500 บาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟเนื่องจากบ้านตัวเองอยู่ไม่ได้ มีเพียงไว้ใช้เก็บของเท่านั้น ถ้ายังพักอาศัยอยู่ตนก็ไม่รู้ว่าบ้านจะพังถล่มลงมาทับตอนไหน จึงอยากฝากผู้สื่อข่าวหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ เข้าช่วยเหลือและแก้ไขด้วย เพราะตนมีบ้านแล้วแต่กลับไม่ได้พักอาศัย อีกทั้งทุกวันนี้ยังต้องผ่อนบ้านกับธนาคารอยู่เลย ยอมรับว่าเครียดจนกินไม่ได้และนอนไม่ค่อยหลับเพราะเป็นห่วงบ้าน

advertisement

คุณอาจสนใจข่าวนี้

ข่าวฮิตติดเทรนด์

ข่าวทั่วไป เป็นกระแส