
วันที่ 22 ก.ย. ที่ประตู 5 ทำเนียบรัฐบาล นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ’ตั้ม บ้าพลัง‘ นำเครือข่ายผู้พิการจากทั่วประเทศ ยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในประเด็นโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลของผู้พิการ เมื่อมาถึง ทนายตั้มได้ใส่เสื้อแจคเกตแขนยาวสีขาว ปักข้อความด้านหน้าและหลังว่า ’ตั้ม บ้าพลัง‘ พร้อมใช้ผ้าขาวม้าคาดเอว จากนั้นได้ลงจากรถตู้สีดำเหมือนเช่นเคย และไปร่วมกินข้าวกล่องกับกลุ่มคนพิการและให้สัมภาษณ์กับสื่อ
หลังให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จแล้ว ทนายตั้มได้เปลี่ยนเป็นชุดเสื้อยืดสีขาว สกรีนโลโก้ด้านหน้าว่า ‘หมายแตก’ ก่อนจะแจกจ่ายเสื้อให้กับสื่อมวลชนและกลุ่มผู้พิการ
ในช่วงหนึ่งของการส้มภาษณ์ ทนายตั้มได้เน้นย้ำใน 2 ประเด็นใหญ่ ประเด็นแรก คือเรื่องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งในความเป็นจริงแล้วผู้พิการได้รับโควตาน้อยมาก เนื่องจากถูกกลุ่มคนที่มีร่างกายสมบูรณ์เอาโควตาไป มีการขโมยโควตาของผู้พิการ ทำให้ประโยชน์และสิทธิส่วนนี้ส่งไปไม่ถึงมือผู้พิการอย่างแท้จริง
ทนายตั้ม ระบุว่า สลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวน 70% ที่ส่งผ่านไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้งหมดประมาณ 19 ล้านใบ ตกมาถึงมือของผู้พิการจริง ๆ ประมาณ 1 ล้านกว่าใบเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงอยากเรียกร้องให้มีการเกลี่ยโควตาสลากลงมาช่วยเหลือผู้พิการให้ถึงมือจริง ๆ พร้อมชี้ว่าเรื่องนี้ยังไม่มีรัฐบาลไหนที่สามารถแก้ไขได้อย่างจริงจัง แม้ในยุครัฐบาลทหารจะมีการปราบปราม 5 เสือ แต่สุดท้ายโควตากลับไปอยู่ในมือของกลุ่มอื่น ไม่เคยมาถึงคนพิการอย่างแท้จริง ซึ่งสลากกินแบ่งรัฐบาลถือเป็นอาชีพสร้างรายได้สำคัญของผู้พิการ เพราะผู้พิการไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นเพื่อสร้างรายได้เหมือนคนร่างกายปกติทั่วไปได้
ประเด็นที่สอง คือเรื่องสิทธิตามกฎหมาย ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการดูแลคุณภาพชีวิตของคนพิการ โดยตามกฎหมายระบุไว้ว่า ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชนจะต้องรับผู้พิการเข้าทำงานในอัตราส่วนประชากร 100 คน ต่อผู้พิการ 1 คน ซึ่งตามกฎหมายควรต้องมีผู้พิการได้ทำงานในหน่วยงานของรัฐจำนวน 18,000 คน แต่ในปัจจุบัน กลับมีการรับเข้าทำงานในหน่วยงานราชการเพียงแค่ 5,000 คน เท่านั้น ทั้งที่ตัวเลขผู้พิการที่ลงทะเบียนไว้ทั่วประเทศมีสูงถึง 2.3 ล้านคน แต่กลับยังไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญและเปิดโอกาสรับผู้พิการเข้าทำงานในตำแหน่งที่สามารถทำได้ เช่น ล่ามภาษามือ หรือตำแหน่งอื่น ๆ เพราะการช่วยเหลือผู้พิการก็เหมือนกับการช่วยดูแลครอบครัวและลูกหลานของพวกเขาไม่ให้ต้องเป็นภาระแก่ครอบครัว อีกทั้งคนพิการทุกคนไม่ต้องการแบมือขอเงินฟรีจากรัฐ แต่ต้องการโอกาสในการทำงานเพื่อพึ่งพาตนเองอย่างมีศักดิ์ศรี
ซึ่งวันนี้ตนเองได้ชวนเครือข่ายผู้พิการทั่วประเทศมาร่วมเรียกร้อง โดยเดินทางมาจากทั่วประเทศเกินกว่า 500 คน ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้ จะไม่จบลงแค่การยื่นหนังสือแล้วเดินทางกลับ เพราะผู้พิการทุกคนเดินทางมาจากพื้นที่ไกล จึงต้องการเห็นความคืบหน้า และถึงแม้นายกรัฐมนตรีไม่ได้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ แต่ก็ต้องมีตัวแทนออกมารับหนังสือ ซึ่งเมื่อวานนี้ทีมงานทำเนียบรัฐบาลได้ประสานมาว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเดินทางมารับเรื่องด้วยตนเอง และก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้มารับหนังสือจากตัวแทนผู้พิการแล้ว
อย่างไรก็ตามวันนี้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงอยากเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาและแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่การมายื่นหนังสือแล้วกลับไปโดยทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม พร้อมระบุทิ้งท้ายว่าวันนี้กลุ่มผู้พิการจะไม่รีบเดินทางกลับ แต่จะรอฟังคำตอบและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในช่วงการประชุม ครม. วันนี้
ขณะที่ตัวแทนทหารผ่านศึก เปิดเผยว่าทหารผ่านศึกเป็นกลุ่มคนที่สละแรงกายและชีวิตเพื่อประเทศชาติ แต่หลายคนต้องประสบภาวะบาดเจ็บ เสียชีวิต หรือกลายเป็นผู้ทุพพลภาพ ทำให้โอกาสในการประกอบอาชีพมีจำกัด โดยเฉพาะผู้พิการที่ไม่สามารถทำงานทั่วไปได้ จึงต้องการให้ภาครัฐ โดยเฉพาะสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดสรรโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่ทหารผ่านศึกพิการอย่างทั่วถึง เพื่อให้พวกเขามีรายได้มาจุนเจือครอบครัว พร้อมฝากประเด็นถึงรัฐบาลในการพิจารณาช่วยเหลือทหารผ่านศึกชั้นที่ 2, 3 และ 4 ที่กำลังเรียกร้องเรื่องเงินดำรงชีพ
"สลากกินแบ่งรัฐบาลอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ครอบครัวของพวกเขามีรายได้มาใช้จ่าย ทหารผ่านศึกไม่ได้มีเงินเดือนเยอะทุกคน บางคนยังลำบากอยู่ ผมเองเป็นทหารผ่านศึกชั้นที่ 1 แต่พี่น้องชั้นที่ 2 , 3 และ 5 เขายังเดือดร้อน จึงอยากขอฝากไปยังรัฐบาลให้มอบโอกาสแก่ทหารผ่านศึกทุกคนด้วย"
ขณะที่ นายสมชาย ปัญญ์เอกวงศ์ ประธานฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชน สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย ได้กล่าวเสริมถึงเงินผดุงเกียรติของทหารผ่านศึกที่มีเพียงเดือนละ 2,000 กว่าบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการครองชีพในปัจจุบัน พร้อมชี้ให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาสลากกินแบ่งรัฐบาลขายเกินราคา 80 บาท
นายสมชาย อธิบายว่า ปัจจุบันมีการพิมพ์สลากฯ ออกมาจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบดิจิทัลประมาณ 36 ล้านฉบับ และสลากแบบใบอีกราว 70 ล้านฉบับ แต่เหตุใดราคาสลากในท้องตลาดยังคงพุ่งสูงถึงใบละ 100 บาท ทั้งที่รับมาจากสำนักงานสลากฯ ในราคาต้นทุนเพียงฉบับละ 70 บาท 40 สตางค์
นายสมชายระบุว่ามสาเหตุหลักเกิดจากกลุ่มนายทุน ขุนศึกและกลุ่มอิทธิพลที่เข้ามาใช้คนตาบอดหรือคนพิการเป็นเพียงหัวโขนหรือนายหน้าบังหน้า เพื่อกว้านซื้อโควตาจากสมาคมและนิติบุคคลกว่า 800 แห่ง ซึ่งบางส่วนมีลักษณะเป็นนอมินีแล้วนำสลากเหล่านั้นไปขายส่งต่อให้พ่อค้าคนกลางในราคาสูงถึงเล่มละ 8,300 – 8,400 บาท (ตกฉบับละกว่า 80 บาท) ทำให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยที่ไม่มีโควตาจริง จำเป็นต้องนำไปขายต่อในราคา 100 บาท
จากปัญหาดังกล่าว นายสมชายจึงได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง คือล้างไพ่จัดระเบียบโควตาใหม่ให้มีการตรวจสอบและจัดระเบียบผู้ถือครองโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลทั้งหมดเพื่อขจัดระบบนอมินี / 2.ขจัดกลุ่มอิทธิพล โดยเฉพาะกวาดล้างกลุ่มนายทุน นักการเมืองและทหารมาเฟียที่เข้ามาสวมสิทธิโควตาของคนพิการ / 3.คืนอาชีพให้ผู้พิการและคนตาบอด เพื่อให้สิทธิ์ในการจำหน่ายสลากฯ ตกถึงมือผู้พิการ คนตาบอด และทหารผ่านศึกที่ต้องการประกอบอาชีพอย่างแท้จริง
การยื่นหนังสือวันนี้ นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้แทนมารับหนังสือจากนายสมชาย ถึงข้อเรียกร้องโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลรวมถึงอาชีพของผู้พิการ
โดยนายนิกรบอกว่า โควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลเชื่อมโยงกับหน่วยงาน ซึ่งมีหน่วยงานที่มีโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ไม่ได้จ้างงานคนที่คนพิการ ซึ่งเราจะไปคุยกับกองสลากเพื่อตรวจสอบ
ตนเองเข้าใจในความเดือดร้อนของผู้พิการ ซึ่งวันนี้หลังจากที่รับเรื่องแล้วจะนำไปตรวจสอบและจะมีการอัพเดทความคืบหน้าเป็นระยะ และวันนี้ยังมีร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่จะนำเข้าประชุม ครม. เพื่อเพิ่มสิทธิคุ้มครองพี่น้องคนพิการและขยายการใช้เงินกองทุนให้เข้าถึงผู้พิการ ซึ่งจะต้องประสานกับกรมการปกครองท้องถิ่นแต่ละจังหวัดในการประสานข้อมูล โดยยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและจะขับเคลื่อนเพื่อพี่น้องผู้พิการ
นายษิทรา กล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับเรื่องนี้มีการฝังรากลึก แม้ตนจะมานั่งแหกปาก แต่หากรัฐบาลซึ่งมีอำนาจเขาไม่ช่วย คนพิการจะไม่ได้รับการดูแล ทัังนี้หากจะเป็นรูปธรรมควรตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา เนื่องจากในเดือนหน้า (ต.ค.) จะมีการเกลี่ยโควตาใหม่ของกองสลากกินแบ่งรัฐบาล ให้กับมูลนิธิองค์กร เพื่อให้สลากกินแบ่งรัฐบาลไปถึงคนพิการจริงๆ สำหรับตั้ม บ้าพลัง ไม่รู้จะมีพลังเพียงพอหรือไม่แต่จะทำต่อไปไปเรื่อยๆ เพื่อให้รัฐบาลมาช่วยเหลือผู้พิการอย่างจริงจัง หากทำได้จริงความดีความชอบขอยกให้รัฐบาล เนื่องจากเขาเป็นคนทำ ตนเป็นเพียงคนพามา ส่วนที่หลายคนบอกว่าตนไม่เหมือนเดิม เนื่องจากเคยอยู่ในจุดที่ต่ำสุดมาแล้ว เรื่องชื่อเสียงเงินทองไม่ได้สำคัญเพราะสุดท้ายก็ตายเหมือนกัน ตนได้เข้าไปอยู่ในคุกได้เห็นทั้งคนที่ติดเพราะทำผิดและไม่ได้ทำผิด ซึ่งแต่ละคนมีแต่ความทุกข์ เมื่อศาลให้โอกาสออกมา จึงเอาโอกาสนี้มาทำความดี เพราะไม่รู้ว่าจะตายเมื่อไหร่อาจจะเป็น 1-2 ปีข้างหน้า หรืออาจจะถูกคนยิงตายก็ได้ แต่วันนี้ได้ทำเพื่อคนด้อยโอกาส อย่างน้อยผลบุญจะทำให้ได้ขึ้นสวรรค์ คนที่มองว่าตนเลวอาจจะมองดีขึ้นก็ได้
“ เมื่อ 2 วันที่แล้ว มีสายปริศนาโทรมาหาผม ซึ่งคือนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ซึ่งปกติไม่เคยโทรหาผม ซึ่งโทรมาบอกว่าทางนั้นไม่มีทางไปแล้ว ขอให้ผมระวังตัว เพราะมันจะทำร้าย มันจะใช้วิธีนี้แล้ว เพราะหลังพิงฝาแล้ว แต่ผมบอกว่า เพราะวันนี้ออกมาช่วยคนพิการ เพื่อให้ได้โควตาฉลากกินแบ่งรัฐบาล สำหรับนายอัจฉริยะ ยังไม่ได้ดีกัน ซึ้งหลังจับมือกันที่สำนักงานของผม ก่อนที่จะเข้าไปในคุก มีการพูดคุยกัน และหลังจากที่ผมมีเรื่องเขาก็ซ้ำเติมทันที และได้เจอกันอีกครั้งตอนที่เขาประกันตัวโดนคดีกรรโชกมา และเป็นวันเดียวกับที่ผมได้ออกจากคุก จึงมีการพูดคุยกัน 2-3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการพูดคุยกันอีก แต่ถึงที่ผมคลิปเสียง เขาได้โทรมาว่าได้ทราบข่าว ขอให้ระวังตัว เพราะหลังมันพิงฝา อาจจะมีคนเอาชีวิต ซึ่งหากผมกลัวคงไม่มา แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีเรื่องแปลกๆ ส่วนจะมีการจ้างการ์ดมาดูแลเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขอบอกว่าผมคงไม่ไม่มีเงิน และคงไม่เอาเงินบริจาคไปอำนวยความสะดวกให้ตัวเอง วันนี้ผมมากับเมียและน้องสาว ไม่ได้มีการ์ดมา ส่วนงานไหนที่ต้องใช้การ์ด ก็ขอมาช่วยซึ่งก็ไม่ได้เสียเงิน ”
ส่วนการที่บอกว่าเขาหลังชนฝากลัวหรือไม่ว่ามีการหาจุดอ่อนกลับมาโจมตี นายษิทรา กล่าวว่า สำหรับการโจมตีนั้นตนไม่กลัว เพราะเมื่อสองปีที่แล้วตนเปรียบโดนควักไส้ออกมา เพื่อให้สื่อและประชาชนดูทั้งหมด วันนี้ตนไม่ได้มาพรีเซนต์ว่าเป็นคนดี เพราะตนเป็นคนเลว ที่อยากจะทำดี เหมือนองคุลีมาร ที่ยังกลับใจได้ แล้วทำไมตั้ม บ้าพลังจะกลับใจไม่ได้
ทั้งยังกล่าวต่อว่า วันนี้ตนขอตั้งฉายาให้ กัน จอมพลัง ใหม่ว่า ”กัน ปลาสลิด“ โดยเพจบิ๊กเกรียน ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีคนขายปลาสลิดได้รับเดือดร้อน และได้ขอความช่วยเหลือจากทีมงาน กัน จอมพลัง ซึ่งมีการขอปลาสลิด 30-40 กิโลกรัม มาบริจาคช่วงตึกสตง. ถล่ม ซึ่งผู้ขายปลาสลิดบอกว่าช่วย 30 กิโลกรัมได้หรือไม่ แต่ทางทีมงานบอกไม่ได้โดยอ้างว่าหากจะเจอกัน จอมพลัง ต้องให้มาเป็นตัน ซึ่งจบดีลกันที่ 1,200 ตัน คิดเป็นเงินหลายแสนบาท แต่ถึงวันนี้ยังไม่ได้เจอกันจอมพลัง เท่ากับว่าเขาได้รับความเดือดร้อนกลับมาถูกซ้ำเติม เอาปลาสลิดไปเป็นตัน โดยฝ่ายที่ได้ปลาไปได้หน้าได้ตา และไม่รู้ว่าเอาไปเบิกเงินมูลนิธิด้วยหรือไม่ แต่คนที่ที่ให้ปลาไปกลับได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้เงินมูลนิธิมีเป็นร้อยล้าน เหตุใดจึงขอรับบริจาคในทุกอิเวนต์ และการนำเงินออกกลับไม่กล้าแสดงบัญชี
Advertisement