Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ตำรวจทางหลวง-กู้ภัยสแกมเมอร์ ทลายแก๊งข้ามชาติ เสียหาย 4,000 ล้าน

ตำรวจทางหลวง-กู้ภัยสแกมเมอร์ ทลายแก๊งข้ามชาติ เสียหาย 4,000 ล้าน

16 ก.ย. 69
15:56 น.
แชร์

ตำรวจทางหลวง-กู้ภัยสแกมเมอร์ ขยายผลปฏิบัติการ "Highway Scam Hunter EP.4" ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ มูลค่าความเสียหายทะลุ 4,000 ล้าน

วันนี้ (16 กันยายน 2569) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดย กองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ร่วมกับ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) แถลงผลการปฏิบัติการ "Highway Scam Hunter EP4" ขยายผลทลายเครือข่ายสแกมเมอร์และฟอกเงินข้ามชาติรายใหญ่ ซึ่งสร้างความเสียหายแก่ประชาชนรวมกันกว่า 4,000 ล้านบาท และออกหมายจับตัวการระดับบริหารอีกหลายราย

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลอย่างต่อเนื่องจาก EP1 ถึง EP3 ที่เริ่มจากการช่วยเหลือข้าราชการบำนาญที่ถูกหลอกสูญเงิน 1.4 ล้านบาท นำไปสู่การทลาย "คอกม้าพูลวิลล่า" ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่ได้หยุดเพียงแค่การจับกุมผู้ต้องหาหน้าร้าน แต่ได้สืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถยึดทรัพย์สิน อุปกรณ์ และออกหมายจับนายทุนเบื้องหลังได้อย่างจริงจัง

ด้าน พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล. ได้ลงรายละเอียดเชิงลึกถึงโครงสร้างอาชญากรรมของคดีนี้ว่า ขบวนการสแกมเมอร์ดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบออกเป็น 2 กลุ่มหลัก โดยกลุ่มแรกคือ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ทำหน้าที่โทรศัพท์ไปข่มขู่และหลอกลวงเหยื่อในประเทศไทย ทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ให้เกิดความหวาดกลัวและยอมโอนเงินมาให้เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ

ส่วนกลุ่มที่สองคือ "แก๊งจัดหาบัญชีม้าและฟอกเงิน" ซึ่งมี "อาเทา" หัวหน้าแก๊งชาวจีนเป็นผู้ควบคุมสั่งการทั้งหมด โดยอาเทาจะรับเงินที่หลอกลวงมาจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แล้วนำมาผ่านคอกม้าฝั่งไทยซึ่งมี 2 เครือข่ายหลัก คือ คอกม้าของ "นางสาวตูน" ที่ใช้วิธีการฟอกเงินสดแบบพื้นฐาน เมื่อเงินเหยื่อโอนเข้ามาก็จะสั่งการให้ทีมงานตระเวนถอนเงินสด แล้วเช่ารถยนต์หรูในกรุงเทพฯ เพื่อนำเงินสดไปส่งมอบให้กับลูกน้องของอาเทา ก่อนจะนำเงินสดเหล่านั้นไปซื้อเหรียญดิจิทัลสกุล USDT จากร้านแลกเงินเถื่อนนอกระบบ และพาทีมงานไปเลี้ยงฉลองที่พูลวิลล่าใน จ.นครนายก

ส่วนอีกเครือข่ายคือ คอกม้าของ "นายเฟรม" ซึ่งมีความซับซ้อนกว่า โดยจะนำบัญชีม้าไปผูกเข้ากับแพลตฟอร์มเทรดทองคำและแพลตฟอร์มเทรดหุ้นอเมริกาเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจอายัดเงินได้ทัน หากเป็นการเทรดทองคำ วันรุ่งขึ้นจะพาเจ้าของบัญชีม้าไปสแกนหน้ายืนยันตัวตนเพื่อรับทองคำจริงที่ร้านทองย่านเยาวราช แล้วนำทองคำไปขายต่อให้ร้านแลกเงินเถื่อนเพื่อแปลงเป็น USDT หรือหากเป็นแพลตฟอร์มเทรดหุ้น เงินจะถูกโอนต่อไปยังบัญชีม้าปลายทางที่อยู่ในเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ซึ่งควบคุมโดยกลุ่มคนไทยที่หลบหนีคดี โดยอาศัยสัญญาณโทรศัพท์จากฝั่งไทยในการสแกนหน้าและทำธุรกรรมโอนเงิน

สำหรับสาเหตุที่อาเทาเลือกแปลงเงินบาททั้งหมดให้กลายเป็นเหรียญ USDT เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีความเสถียรสูงเนื่องจากอิงกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังสามารถโอนย้ายไปยังกระเป๋าคริปโตได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องผ่านระบบธนาคารปกติ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการอายัดได้ยากมาก ซึ่งจากข้อมูลทางลับระบุว่า อาเทาได้รับส่วนแบ่งจากการฟอกเงินให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์สูงถึงเดือนละประมาณ 5 ล้าน USDT หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 150 ล้านบาท ส่งกลับไปยังกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนตัวที่ประเทศจีน

นอกจากนี้ อาเทายังมีเทคนิคการแปลงเงินบาทในบัญชีม้าปลายทางเป็น USDT อีก 2 ช่องทางหลัก ช่องทางแรกคือการทำตัวเป็น "โพยก๊วน" รับชำระหนี้ข้ามชาติให้กับนักธุรกิจฝั่งกัมพูชาที่ต้องการซื้อสินค้าจากไทย เช่น ยา คอนแทคเลนส์ สินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้กระทั่งการรับชำระค่าเทอมโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยให้นักธุรกิจกัมพูชาจ่ายเป็นเหรียญ USDT ให้ตน แล้วอาเทาจะนำเงินบาทจากบัญชีม้าปลายทางโอนชำระค่าสินค้าหรือค่าเทอมในไทยแทน

ส่วนอีกช่องทางคือการนำเงินบาทจากบัญชีม้าไปกว้านซื้อเหรียญ USDT ในตลาดมืดจากกลุ่มธุรกิจสีเทาอื่นๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ยาเสพติด หรือการค้ามนุษย์ ที่ไม่สามารถนำเหรียญไปขายบนกระดานเทรดปกติได้เนื่องจากติดเงื่อนไขการยืนยันตัวตน

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล. 2 กก.2 บก.ทล. ได้ให้รายละเอียดถึงโครงสร้างธุรกิจออนไลน์ของสแกมเมอร์ว่ามีหัวใจสำคัญ 3 ประการ คือ การซ่อนตัวผ่านบัญชีม้า, การแลกเปลี่ยน และการตัดร่องรอยหลักฐาน ซึ่งในคดีนี้คนร้ายใช้วิธี "เอาของโจรมาแลกของโจร" เพื่อหลีกเลี่ยงการทิ้งร่องรอยบนกระดานเทรดที่ถูกกฎหมาย จนนำไปสู่การจับกุมตัวการสำคัญคือ "อาเว่ย" หรือ นายเว่ย หวง ผู้ต้องหาชาวจีน ได้ที่บ้านพักใน จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 พร้อมยึดทรัพย์สิน อาทิ เงินสด 181,000 บาท, อายัดเงินในบัญชีประมาณ 1.04 ล้านบาท, รถกระบะ Ford Ranger Raptor และนาฬิกาหรู Audemars Piguet รุ่น Royal Oak

โดยจากการตรวจสอบกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลของนายเว่ยจำนวน 3 ใบ พบว่าเฉพาะกระเป๋าใบเดียวมีมวลเงินเหรียญ USDT หมุนเวียนเข้า-ออกสูงถึง 7.5 ล้าน USDT หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศไทยไม่ต่ำกว่า 16 คดี และคาดว่ามีเหยื่อที่ถูกหลอกจากเส้นทางเงินนี้ทั่วประเทศสูงถึง 2,000 - 4,000 คน

ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาสำคัญเพิ่มเติม ได้แก่ "อาเทา" (หัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์), "เหล่าชง" (ลูกน้องมือขวา) และ ร.ต.อ.นพ โสเปรียะ (Nov Sopheak) เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาประจำจังหวัดกำปงสปือ ซึ่งทำหน้าที่เป็นคุ้มกันและอำนวยความสะดวกให้แก๊งสแกมเมอร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานเพื่อออกหมายแดง ติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงาน ปปง. เพื่อดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติต่อไป

Advertisement

แชร์
ตำรวจทางหลวง-กู้ภัยสแกมเมอร์ ทลายแก๊งข้ามชาติ เสียหาย 4,000 ล้าน