
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.ธนาคาร อุชณรัศมี สว.กก.6 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป. ร่วมกันจับกุม 1.นายปริวัฒน์ฯ อายุ 43 ปี ชาว จ.ระยอง และ นายปิติฯ อายุ 46 ปี ชาว จ.ระยอง บริเวณทะเลอ่าวขนอม เขตอำเภอขนอม จว.นครศรีธรรมราช พร้อมตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์มือถือจำนวน 2 เครื่อง
สืบเนื่องจากเมื่อประมาณเดือน มิ.ย.68 หลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สนธิกำลังกองทัพเรือ และ ป.ป.ส. ทลายเครือข่ายยึดของกลางยาไอซ์ 2,399 กก. (ประมาณ 2.4 ตัน) ที่อาศัยเรือท่องเที่ยวเป็นพาหนะตบตา ตามข้อมูลยาเสพติดลอดดังกล่าว มีเป้าหมายใช้น่านน้ำไทย บริเวณปากน้ำประแส ต.ปากน้ำกระแส อ.แกลง จ.ระยอง เป็นจุดเริ่มต้นส่งต่อพื้นที่ภาคใต้ ไปประเทศปลายทาง
ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ขยายผล พบลุ่มบุคคลผู้รับจ้างเดิน “เรือยนต์ท่องเที่ยว” ประเภท 90 ตันกรอส มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงยาเสพติดจากปากน้ำประแส จ.ระยอง และชลบุรี เตรียมล่องลงอ่าวไทย ส่งต่อไป อ.สิชล อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช เพื่อให้เรือใหญ่มารับถ่ายโอนเตรียมส่งปลายทางประเทศที่สาม ตามการข่าวคือ ประเทศออสเตรเลีย
ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้แกะรอยเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับบัญชีต้องสงสัย ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล การแบ่งหน้าที่จากเงินค่าจ้าง การติดต่อทางโทรศัพท์ และพิสูจน์ความเป็นเจ้าของพาหนะที่ใช้ลำเลียง ซึ่งคาดว่าเชื่อมโยงเครือข่ายข้ามชาติรายใหญ่ที่มีฐานบัญชาการในประเทศเพื่อนบ้าน และพบว่ามีผู้เกี่ยวข้องอีกหลายรายจึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลอาญา
และ จากการสืบสวนพบว่า 1.นายปรีวัฒน์ฯ ผู้ต้องหา เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการลูกเรือ และ ควบคุมการลำเลียงยาเสพติด 2.นายปิติฯ ทำหน้าที่ประสานงานลูกเรือ บริหารการเงิน และ จัดหาเครื่อง STARLINK ให้กับเรือในเครือข่าย ซึ่งทั้งสองคนได้ทำอาชีพประมงในพื้นที่ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช บังหน้า เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ประสานงานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 6 กองบังคับการปราบปราม และ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.รน.4 กก.6 บก.รน.(ตำรวจน้ำขนอม) เพื่อร่วมสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับว่านายปรีวัฒน์ฯ ได้ใช้รถเก๋ง สีแดง ป้ายทะเบียนจังหวัดระยอง จึงได้ร่วมกันวางแผนเข้าตรวจสอบ จนกระทั่งเมื่อพบรถต้องสงสัย
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมกำลังสะกดรอย คนร้ายได้ไหวตัวทันและขับรถหลบหนี และโยนสิ่งของบางอย่างทิ้งออกนอกรถ แต่เจ้าหน้าที่สามารถสกัดรถไว้ได้ เมื่อตรวจสอบพบว่าคนขับคือนายปรีวัฒน์ฯ และตรวจสอบสิ่งของที่ทิ้งออกจากรถ พบว่าเป็นโทรศัพท์มือถือของนายปรีวัฒน์ฯ ต่อเจ้าหน้าที่ได้สอบถามถึงนายปิติฯ นายปรรวัฒน์ฯ แจ้งว่าได้ออกเรือไปประมาณ 5-6 วันแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อจึงตรวจสอบการเดินเรือพบว่า เรือซึ่งนายปิติฯ ใช้ทำประมงได้ออกจากท่าเรือไปประมาณ 20 นาที จึงได้แจ้งหัวหน้าสถานีตำรวจน้ำขนอมเพื่อขออนุญาตนำเรือออกตรวจสอบ จากนั้นเมื่อตรวจสอบเรดาร์พบเรือต้องสงสัยลักษณะตรงกับเรือซึ่งนายปิติฯ ใช้ จึงได้แจ้งให้หยุดเรือเพื่อทำการตรวจสอบบุคคลภายในเรือ พบว่าไต๋เรือ หรือผู้ควบคุมเรือคือนายปิติฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับ จากนั้นจึงได้แจ้งรายละเอียดตามหมายจับ และสิทธิผู้ต้องหาให้ทราบ และได้ควบคุมตัวนายปิติฯ ไปเพื่อจัดทำบันทึกจับกุมที่ สถานีตำรวจน้ำขนอม และ ได้นำผู้ต้องหาทั้งสองรายส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต่อไป
Advertisement