Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
หนุ่ม 18  โชว์แผลถูกตีหลัง แม่เลี้ยงตีทารุณกรรมมาตั้งแต่ ป.3

หนุ่ม 18 โชว์แผลถูกตีหลัง แม่เลี้ยงตีทารุณกรรมมาตั้งแต่ ป.3

27 ส.ค. 69
13:13 น.
แชร์

หนุ่ม 18 ปี โชว์แผลถูกตีที่หลังเกือบ 20 แผล ถูกแม่เลี้ยงตีทารุณกรรมมาตั้งแต่ ป.3 ส่วนพ่อแท้ๆ กลับเมินเฉย

วันนี้ ( 27 สิงหาคม 2569) เวลา 10.00 น. ที่ศูนย์ประสานงานเพจสายไหมต้องรอด ถ.วัดเกาะ เขตสายไหม กทม. น้องภู อายุ 18 ปี ร้องเพจสายไหมต้องรอด ก่อนเปิดโชว์บาดแผลบนแผ่นหลัง ที่ถูกตีเกือบ 20 แผล เป็นแนวยาวหลายแนวตลอดแผ่นหลัง จนน่าหวาดเสียว ก่อนจะเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังด้วยเสียงอ่อนแรงและหวาดกลัวว่า เริ่มถูกแม่เลี้ยงตีตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 สาเหตุแรกเริ่มเกิดจากตนเองไม่ค่อยทำงานบ้าน ซึ่งแม่เลี้ยงมักจะสั่งให้ซักผ้า กวาดบ้าน แต่ตนเองก็ยอมรับว่าดื้อ และไม่ได้ทำตามที่สั่ง ทำให้ถูกแม่เลี้ยงทำโทษ ด้วยการใช้ไม้ไผ่ขนาดยาวประมาณ 2 เมตร ความหนาประมาณด้ามไม้กวาด ตีเข้าที่หลังกับเอว 20 ถึง 30 ที ซึ่งแม่เลี้ยงมักจะพูดว่า "รักนะถึงตี" เสมอ

นายภู เล่าต่อว่า ตอนเด็กๆ ถูกตีแทบจะวันเว้นวัน จนกระทั่งช่วงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตนเองได้ออกไปบวชเรียนและอาศัยอยู่ข้างนอกนาน 3 ปี ทำให้ช่วงนั้นเว้นวรรคไป ก่อนจะกลับมาอยู่ที่บ้านอีกครั้งในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็กลับมาถูกทำร้ายอีก ด้วยเรื่องเดิมๆ คือไม่ทำงานบ้าน รวมถึงเรื่องที่ตนเองมีแฟน ซึ่งแม่เลี้ยงไม่อยากให้มีแฟน ไม่อยากให้เผลอทำผู้หญิงท้องตั้งแต่ยังเด็กเหมือนพ่อของตนเอง ที่ถูกตีครั้งล่าสุด เพิ่งเกิดขึ้นไม่ถึงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนเองถูกปลุกขึ้นมาตีตั้งแต่เช้าตรู่ เพียงเพราะตนเองกวาดบ้านไม่สะอาด โดยครั้งนี้เปลี่ยนมาใช้ไม้แขวนเสื้อตี ซึ่งตลอดเวลาที่ตนเองถูกแม่เลี้ยงตี พ่อไม่เคยเข้ามาช่วยห้าม บอกเพียงว่าหากตนเองทำผิดก็ต้องถูกทำโทษ และตนเองก็ไม่กล้าติดต่อไปหาแม่แท้ๆ เนื่องจากพ่อบอกว่าแม่แท้ๆ เป็นคนไม่ดี ไม่ได้รักตนเองแล้ว

แต่แม้จะถูกทำร้ายอย่างหนัก และบางครั้งก็ถูกลงโทษด้วยการให้อดข้าว แต่ตนเองก็ไม่เคยมีความคิดที่จะต่อสู้ขัดขืน และไม่เคยคิดที่จะฆ่าตัวตายเลยสักครั้ง เหตุผลเดียวที่ตนเองยอมอดทนมาตลอดคือ อยากดูแลพ่อแม่ เป็นห่วงพ่อแม่ ตอนนี้ตนเองเรียนจบม.6 และจบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพพร้อมกัน และมีความตั้งใจอยากจะหาเงินเพื่อเรียนต่อ

ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด บอกว่า จริงๆ น้องภู ไม่ได้มาร้องเพจสายไหมต้องรอดด้วยตัวเอง แต่น้องไปทำงานที่ร้านขายเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในย่านสายไหม เจ้าของโรงงานและเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นความผิดปกติ คือเด็กมาทำงานแล้วไม่อยากกลับบ้าน มักจะอยู่ทำงานจนถึงเวลา 20.00 หรือ 21.00 นาฬิกา จนกระทั่งวันหนึ่ง น้องภูเกิดอาการคันบริเวณบาดแผลที่หลัง เมื่อถลกเสื้อขึ้นเพื่อเกา ทำให้เพื่อนร่วมงานเห็นบาดแผลเต็มหลัง จึงพาไปให้เจ้าของโรงงานดู สอบถามตอนแรก น้องภูไม่กล้าบอกความจริง อ้างว่าถูกคนข้างบ้านตี และคนข้างบ้านได้จ่ายเงินทำขวัญให้ 5,000 บาทแล้ว จึงไม่อยากเอาความ ด้วยความสงสัย เจ้าของโรงงานจึงประสานมายังเพจสายไหมต้องรอดให้ช่วยเหลือ แต่หลังคุยกับน้องและคาดคั้นไม่นาน น้องภูก็ยอมรับว่าไม่ใช่เพื่อนบ้าน แต่เป็นคนในครอบครัวที่ตี

ซึ่งบาดแผลของน้องภู มีทั้งร่องรอยบาดแผลเก่าและแผลใหม่ที่บริเวณใบหน้า ลำคอ และแผ่นหลัง นายเอกภพบอกด้วยว่า น้องภูเป็นเด็กที่เรียนดีมาก ได้เกรดเฉลี่ยถึง 3.80 โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ได้คะแนนระดับเกรด 4 ทั้งหมด ถือเป็นเด็กที่มีความสามารถแต่ขาดโอกาส และการทำร้ายร่างกายแบบนี้ ไม่ใช่การตีเพื่อสั่งสอน แต่เป็นการทารุณกรรม เป็นที่ระบายอารมณ์ และอยู่ในสภาวะที่ไร้ที่พึ่ง เนื่องจากปู่ย่าตายายก็เสียชีวิตหมดแล้ว หลังจากนี้จะพาน้องภูเข้าแจ้งความกับตำรวจ สภ.ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หากพบว่าแม่เลี้ยงก่อเหตุเพียงคนเดียวก็จะดำเนินคดีกับแม่เลี้ยง แต่หากพบว่าพ่อแท้ๆ มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำผิดด้วย ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเช่นเดียวกัน

ทีมข่าวได้พูดคุยกับ “คุณไอซ์” นายจ้างของน้องภู อายุ 18 ปี หลังจากน้องเข้ามาทำงานที่บริษัทได้ประมาณ 3-4 เดือน ในตำแหน่งผู้ช่วยช่างไฟ โดยคุณไอซ์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากพ่อของน้องพามาสมัครงาน หลังจากเห็นประกาศรับสมัครงานในกลุ่มสายไหม

วันสัมภาษณ์งาน น้องภู แต่งตัวเรียบร้อย พูดน้อย และนำผลการเรียนมาด้วย โดยน้องจบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.8 และวิชาหลักได้คะแนนระดับ 4 หลายวิชา ทำให้คุณไอซ์รู้สึกเสียดาย เพราะมองว่าน้องเป็นเด็กเรียนดีและน่าจะมีโอกาสศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

คุณไอซ์ จึงถามน้องว่าไม่อยากเรียนต่อหรือมีปัญหาด้านการเงินหรือไม่ พร้อมบอกว่าหากต้องการเรียนต่อก็พร้อมสนับสนุน แต่ตอนนั้นน้องตอบเพียงว่า ขอทำงานก่อน

แม้ในตอนแรกคุณไอซ์จะลังเลที่จะรับน้องเข้าทำงาน เนื่องจากน้องยังไม่มีประสบการณ์ และงานช่างไฟมีความเสี่ยง แต่เมื่อเห็นว่าน้องเป็นเด็กเรียบร้อย และบริษัทมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดูแลกันเหมือนพี่น้อง จึงตัดสินใจให้โอกาสน้องเข้ามาทำงานและฝึกฝนไปทีละขั้น

หลังจากเริ่มทำงาน น้องภูสามารถทำงานในฐานะผู้ช่วยได้ดี ใครมอบหมายงานอะไรก็ทำตาม และไม่เคยมีพฤติกรรมเกเรหรือก้าวร้าว คุณไอซ์บอกว่า น้องเป็นเด็กขยัน และบางครั้งยังถามกลับมาด้วยว่า นายจ้างเหนื่อยหรือไม่ เพราะเห็นว่าทำงานตลอดเวลา

แต่เมื่อทำงานไปสักระยะ เพื่อนร่วมงานเริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมบางอย่างที่ผิดปกติ โดยน้องมีลักษณะระแวง สะดุ้งง่ายระหว่างทำงาน และบางครั้งเหมือนพูดกับตัวเอง ทำให้คนในที่ทำงานสงสัยว่าน้องอาจมีปัญหาอะไร แต่ในตอนนั้นยังไม่มีใครทราบสาเหตุ เพราะยังไม่เห็นร่องรอยบาดเจ็บอย่างชัดเจน

อีกพฤติกรรมที่คุณไอซ์สังเกตเห็น คือบางครั้งหลังเลิกงานเวลาประมาณ 22.00 น. น้องยังนั่งอยู่ที่โรงงานเพียงลำพัง ทั้งที่ไม่มีงานต้องทำแล้ว คุณไอซ์จึงเคยเรียกน้องมาตักเตือนว่า ทำไมไม่กลับบ้าน เพราะเกรงว่าผู้ปกครองจะเข้าใจว่าบริษัทให้เด็กทำงานดึกเกินไป

เมื่อสอบถามเรื่องครอบครัว น้องบอกว่ามีแม่เลี้ยงอายุประมาณ 40 ปี และไม่ได้ทำงาน โดยอ้างว่าต้องอยู่ดูแลแมว ทำให้คุณไอซ์รู้สึกว่าข้อมูลบางอย่างไม่ค่อยสอดคล้องกัน และมองว่าน้องอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ไม่อยากกลับบ้าน แต่ในขณะนั้นยังไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

กระทั่งก่อนหน้านี้ ขณะที่พนักงานกำลังเตรียมยกของขึ้นรถ ช่างในโรงงานสังเกตเห็นร่องรอยบาดเจ็บบริเวณใบหน้าของน้อง จึงสอบถามและมีการพูดคุยกัน ก่อนที่น้องจะเปิดให้เห็นร่องรอยบาดเจ็บเพิ่มเติม ทำให้คนในโรงงานตกใจอย่างมาก

คุณไอซ์จึงเรียกน้องมาสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่น้องยังไม่ได้เล่าความจริงทั้งหมด โดยอ้างว่าได้รับบาดเจ็บจากคนข้างบ้าน และเล่าว่าคนข้างบ้านจะเข้ามาทำร้ายพ่อแม่ จึงเข้าไปช่วยจนเกิดเหตุขึ้น

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพูดคุย น้องมีการพูดออกมาว่า ตนเองถูกทำร้ายมาตั้งแต่เด็ก ทำให้คุณไอซ์เริ่มเชื่อว่าปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากเหตุทะเลาะกับคนข้างบ้านเพียงอย่างเดียว จึงไม่ได้คาดคั้นน้องต่อ เพราะเกรงว่าจะยิ่งทำให้น้องกดดัน

คุณไอซ์ยอมรับว่า ตอนนั้นรู้สึกตกใจและสงสารน้องมาก เพราะจากสภาพบาดแผลทำให้รู้สึกว่าเหตุการณ์อาจไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และมีร่องรอยบาดเจ็บบริเวณลำตัวด้วย จึงรีบปรึกษาเพื่อนร่วมงาน รวมถึงฝ่ายบุคคลและฝ่ายบัญชี ก่อนตัดสินใจประสานขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้น้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว

ส่วนการดูแลน้องหลังจากนี้ คุณไอซ์ระบุว่า ได้พูดคุยกันแล้วว่าน้องอาจไม่สามารถกลับไปอยู่บ้านได้ในช่วงนี้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและสภาพจิตใจของน้อง

ทางบริษัทจึงเตรียมจัดหาที่พักให้น้อง พร้อมดูแลเรื่องความเป็นอยู่ และมีแนวคิดที่จะให้น้องได้รับการดูแลด้านสภาพจิตใจจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ หากในอนาคตน้องมีความพร้อมและต้องการกลับไปศึกษาต่อ คุณไอซ์ยืนยันว่าจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

คุณไอซ์บอกด้วยว่า ที่โรงงานทุกคนตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น และพร้อมช่วยกันดูแลน้อง โดยมีการพูดคุยกันว่าจะจัดห้องพักใหม่ให้ ซื้อที่นอนและสิ่งของจำเป็น เพื่อให้น้องสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างปลอดภัย

พร้อมย้ำว่า แม้บ้านของน้องอาจไม่ใช่สถานที่ที่ทำให้น้องรู้สึกปลอดภัย แต่บริษัทอยากให้สถานที่ทำงานแห่งนี้เป็นเหมือน “บ้านหลังที่ 2” ที่ทุกคนพร้อมดูแลและช่วยเหลือน้อง

คุณไอซ์ยังสะท้อนถึงสิ่งที่น้องเคยเข้าใจเกี่ยวกับการถูกลงโทษว่า น้องอาจมองว่าการทำผิดแล้วถูกลงโทษเป็นเรื่องปกติ เพราะถูกสอนหรือถูกทำให้เชื่อเช่นนั้นมาโดยตลอด แต่สำหรับคนเป็นแม่และมีลูกด้วยกัน คุณไอซ์มองว่า การลงโทษเด็กด้วยความรุนแรงไม่ใช่เรื่องที่ควรเกิดขึ้น และไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติ

Advertisement

แชร์
หนุ่ม 18  โชว์แผลถูกตีหลัง แม่เลี้ยงตีทารุณกรรมมาตั้งแต่ ป.3