
วันที่ 18 ส.ค.2569 นางสาวเมย์ อายุ 29 ปี อินฟลูเอนเซอร์สายไบค์เกอร์ ได้เดินทางเข้าขอความช่วยเหลือกับทีมงานเพจสายไหมต้องรอด หลังตกเป็นผู้เสียหายจากการทำศัลยกรรมดูดไขมันหน้าท้องที่คลินิกชื่อดังแห่งหนึ่งย่านลาดพร้าว ซึ่งเป็นคลินิกเดียวกันกับที่มีผู้เสียหายเคยเข้าร้องเรียนก่อนหน้านี้
โดยเธอ เปิดเผยว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 ได้เห็นโฆษณาของคลินิกดังกล่าวผ่านทางแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ซึ่งมีการโปรโมตอย่างแพร่หลายและดูมีความน่าเชื่อถือ จึงตัดสินใจตกลงทำศัลยกรรมในราคา 33,499 บาท
ในวันเข้ารับบริการ ในห้องผ่าตัดมีแพทย์พร้อมผู้ช่วยรวม 3 คน ร่วมดำเนินการโดยใช้วิธีฉีดยาเบลอ ซึ่งกระบวนการดูดไขมันใช้เวลารวมประมาณ 3 ชั่วโมง หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้น เธอพบว่าบริเวณหน้าท้องมีอาการบวมแดง และมีเลือดคั่งอย่างเห็นได้ชัด แต่ในช่วงแรกยังคงเข้าใจว่าเป็นผลข้างเคียงปกติที่เกิดขึ้นหลังการทำศัลยกรรม
อย่างไรก็ตาม แม้เวลาจะผ่านพ้นไปนาน แต่อาการดังกล่าวกลับไม่ดีขึ้น โดยหน้าท้องฝั่งขวามีลักษณะยุบตัวผิดปกติ ส่วนหน้าท้องฝั่งซ้ายกลับบวมโตและมีเลือดคั่งสะสม เมื่อสอบถามไปยังคลินิก ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งกลับมาเพียงว่าเป็นเรื่องปกติ และต้องรอระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี หน้าท้องจึงจะกลับเข้าที่
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา แพทย์ผู้ทำหัตถการได้นัดเธอเข้าไปติดตามอาการรวม 3 ครั้ง มีการตัดไหมและเจาะระบายน้ำออกจากหน้าท้อง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการดูแลตนเอง โดยเน้นย้ำให้ดื่มน้ำใบบัวบกเพื่อช่วยลดอาการบวมช้ำ และให้รับประทานกลูต้าคอลลาเจนเพื่อบำรุงผิวหน้าท้องให้กระจ่างใสและเรียบเนียนยิ่งขึ้น ซึ่งเธอก็ยอมปฏิบัติตามคำแนะนำทุกประการเพราะความเชื่อใจ แต่สุดท้ายอาการก็ยังไม่ดีขึ้นจนกระทั่งเธอตัดสินใจเดินทางไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลของรัฐบาลอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งผลการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พบว่ามีพังผืดหนาแน่นสะสมอยู่ที่บริเวณหน้าท้องเป็นจำนวนมาก โดยแพทย์ประเมินค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดขูดพังผืดสูงถึง 290,000 บาท และได้ทำการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม ซึ่งมีกำหนดนัดฟังผลตรวจอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนนี้
ผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้ชีวิตของเธอต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอดช่วงเวลาร่วม 3 ปีที่ผ่านมา เธอไม่สามารถแต่งตัวในสไตล์ที่ชอบได้อีกต่อไป ต้องเผชิญกับความอับอาย เจ็บปวดบริเวณหน้าท้องเรื้อรัง และตกอยู่ในภาวะวิตกกังวลอย่างหนักว่าอาจพัฒนาไปเป็นโรคมะเร็ง ในขณะที่ทางคลินิกคู่ปัญหา ยังคงเปิดให้บริการตามปกติและไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น ทำให้เธอตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีที่ สถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเรียกร้องความยุติธรรม
ขณะที่ นายนิรันดร์ เกแง้ว ผู้ร่วมก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด เชื่อว่าน่าจะมีผู้เสียหายจากคลินิกแห่งนี้มากกว่า 2 ราย แต่อาจมีผู้เสียหายหลายคนที่ยังไม่กล้าออกมาแสดงตัวเนื่องจากความอับอาย โดยหลังจากนี้ทางเพจสายไหมต้องรอดจะประสานงานไปยัง สน.สุทธิสาร พร้อมทั้งยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกระทรวงสาธารณสุข ให้เข้าทำการตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการและใบอนุญาตของทั้งคลินิกและแพทย์ผู้ทำการรักษาอย่างละเอียดต่อไป
Advertisement