
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อม.อธ 2/2567 หมายเลขแดงที่ อม.อธ. 4/2569 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ฟ้อง นางสมหญิง บัวบุตร อดีตสส.อำนาจเจริญ พรรคเพื่อไทย (พท.) จำเลยที่ 1 นายชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) 3.นายอดุลย์ กองทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ 4.ห้างหุ้นส่วนจำกัด จี โอ โอ ดี 5.นายอนุชา หรือนนทชิต วงศ์มณีรัตน์ 6.บริษัท ที วี เอ็น เทคโนโลยี จำกัด 7.น.ส.พรเพ็ญ ภิรมย์กิจ 8.บริษัท วาย อีอี จำกัด 9.นายยี พณิชยา 10.บริษัท สปอร์ต แอนด์ เกม จำกัด 11.น.ส.เบญจพันธ์ บุญบงการ และ 12.นายพิพัฒน์ กาลพัฒน์ เป็นจำเลยที่ 1-12 ราย
กรณีที่โจทก์และจำเลยที่ 1, 2, 4, 5 และ 8 ถึง 12 ได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลงวันที่ 5 ก.ย.2567 ซึ่งองค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ รับอุทธรณ์วันที่ 9 มิ.ย.2568 และต่อมาจำเลยที่ 8 ถึง 11 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลมีคำสั่งอนุญาต
องค์คณะวินิจฉัยอุทธรณ์ของศาลฎีกามีคำพิพากษาโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.)เข้าไปกำหนดรายชื่อโรงเรียนในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตนให้ได้รับงบประมาณจำนวน 45 ล้านบาท อันเป็นการกระทำโดยฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้สส.มีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเป็นความผิดตามพรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 อีกบทหนึ่ง
ส่วนจำเลยที่ 2 กำหนดรายชื่อโรงเรียนตามความต้องการของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองเพื่อให้สามารถนำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จำนวน 45,000,000 บาท ไปลงในพื้นที่เลือกตั้งของจำเลยที่ 1 ในขณะที่เพิ่งเกิดอุทกภัยใหญ่ในประเทศ เพื่อให้ก่อสร้างสนามฟุตซอลเท่านั้น ทำให้โรงเรียน 12 แห่ง ไม่สามารถนำงบประมาณไปใช้ก่อสร้างปรับปรุงซ่อมแซมอาคารเรียน อาคารประกอบและสิ่งก่อสร้างที่ชำรุดทรุดโทรมและที่ประสบอุบัติภัยตามความขาดแคลนที่แท้จริงได้
จำเลยที่ 3 ซึ่งมีอำนาจในการจัดสรรและอนุมัติงบประมาณ ได้กำหนดแบบประมาณการราคาวัสดุที่มีสินค้าของจำเลยที่ 9 - 11 แล้วให้ผู้อำนวยการโรงเรียนที่ได้งบประมาณลงชื่อต่อๆ กัน โดยมีเจตนาให้โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณนำไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียนให้มีแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ของจำเลยที่ 10 และไม่ได้มีคำสั่งให้โรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ดำเนินการสืบราคามาตรฐาน ราคาตามท้องตลาด หรือราคาที่มีการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหลังสุดภายในกำหนดเวลา 2 ปี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ทั้งที่สำนักตรวจเงินแผ่นดิน จ.อำนาจเจริญมีข้อทักท้วงมาแล้ว ต่อมาเมื่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักตรวจสอบพิเศษ ภาค 5 ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนต่างๆ กำหนดราคาแผ่นยางสังเคราะห์ EVA ขึ้นเอง โดยมีราคาเกินไปกว่าราคาท้องตลาดรวมประมาณ 24ล้านบาท ทั้งแผ่นยางไม่สามารถใช้กับสนามฟุตซอลกลางแจ้งได้ นอกจากนี้แบบประมาณการราคาวัสดุดังกล่าวมีการกำหนดรายชื่อหนังสือที่จำเลยที่ 9 - 11 เพิ่งจัดพิมพ์ขึ้น ซึ่งหนังสือดังกล่าวสามารถใช้งบดำเนินการในการจัดซื้อได้ แต่จำเลยที่ 3 กลับกำหนดให้มีหนังสือของจำเลยที่ 9 - 11 ถึง 6 รายการ ในการก่อสร้างสนามฟุตซอลซึ่งใช้งบลงทุนในการจัดซื้อจัดจ้าง จึงมีลักษณะเป็นการเอื้อประโยชน์ และกีดกันบุคคลอื่นไม่ให้เข้าสู้ราคาได้โดยง่ายหรือที่เรียกกันว่า ล็อกสเปก ด้วยมีเจตนาไม่ให้มีการแข่งขันเสนอราคาอย่างเป็นธรรม
สำหรับจำเลยที่ 4 และที่ 5 เมื่อปรากฏว่าการจัดซื้อจัดจ้างที่ศาลฟังว่ามีการกระทำความผิดมีสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 รวมถึง 7 รายการ เพื่อไม่ให้การได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากแบบประมาณการราคาวัสดุ จำเลยที่ 9 ถึงที่ 11 จึงทำหนังสือแต่งตั้งให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าของตนมีลักษณะเป็นการอำพรางเพื่อไม่ให้ตรวจสอบพบจำเลยที่ 9 - 11 ซึ่งเป็นเจ้าของสินค้าตามที่กำหนดใน TOR ในการประกวดราคา จำเลยที่ 5 ได้ว่าจ้างน้องสาวของจำเลยที่ 12 ให้ไปยื่นเอกสารประกวดราคาโดยตกลงจ่ายค่าจ้างในการยื่นซองโรงเรียนละ 2,000 บาท จากนั้นให้ผู้รับมอบอำนาจพร้อมด้วยกลุ่มเพื่อนเป็นผู้ดำเนินการยื่นเอกสารประกวดราคาตามรายชื่อโรงเรียนและเวลาที่จำเลยที่ 5 กำหนด
ทั้งนี้ จำเลยที่ 9 -11 ยังว่าจ้างบุคคลในการซื้อซองประกวดราคา โดยมีการระบุรายชื่อโรงเรียน รายชื่อครูและหมายเลขโทรศัพท์มอบให้เพื่อใช้ในการติดต่อ เมื่อซื้อซองประกวดราคาได้แล้วให้นำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 8 และที่ 11 ที่บ้านที่กรุงเทพมหานคร และให้ไปทำการเสนอราคาแข่งขัน โดยในการเสนอราคาจะได้รับการสั่งการจากจำเลยที่ 9 และที่ 11 ไว้แล้วว่าราคาสุดท้ายจะเป็นราคาเท่าไหร่ พฤติการณ์เป็นการตกลงว่าจ้างบุคคลให้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนและร่วมกันเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ อันมิใช่เป็นไปในทางการประกอบธุรกิจตามปกติ จำเลยที่ 4 และที่ 5 จึงมีความผิดตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4
จำเลยที่ 12 เป็นผู้ชี้แจงการจัดซื้อจัดจ้างสนามฟุตซอลกลางแจ้งในงบประมาณ 45ล้านบาท ที่ร้านต้นอ้อลาบเป็ดแก่ผอ.โรงเรียนที่ได้รับงบประมาณตั้งแต่ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งจัดสรรงบประมาณไปยังจำเลยที่ 3 โดยประสานงานกับผู้ให้บริการตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ไว้ด้วยว่าได้ประสานงานกับโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้วให้ไปติดต่อได้เลย ในวันที่ชี้แจงมีการแจกแผ่นซีดีที่มีรายละเอียดในเรื่องการกำหนดราคาค่าก่อสร้างสนามฟุตซอลสูงกว่าราคาท้องตลาด
ต่อมาจำเลยที่ 3 และโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง นำข้อมูลตามแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกไปกำหนดใน TOR ของแต่ละโรงเรียน อีกทั้งข้อมูลของจำเลยที่ 12 ได้รับการรับรองซ้ำโดยจำเลยที่ 3 นำมาทำแบบประมาณการราคาวัสดุรวมทั้งใช้อำนาจของจำเลยที่ 3 อนุมัติรายการให้ตรงกับที่ได้รับข้อมูลมาจากจำเลยที่ 12 เป็นผลให้คณะกรรมการชุดต่างๆ ของโรงเรียนไม่ได้ทำตามระเบียบขั้นตอนของทางราชการ ข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงมาถึงจำเลยที่ 12 คือแผ่นซีดีที่สอดคล้องกับแบบประมาณการราคาวัสดุที่จำเลยที่ 3 ทำขึ้นเป็นเอกสารราชการฉบับลงวันที่ 24 พ.ค. 2555 และ TOR ของแต่ละโรงเรียนซึ่งมีคุณลักษณะตรงกับสินค้าของจำเลยที่ 9 ถึง 11 และตรงกับแผ่นซีดีที่จำเลยที่ 12 แจกถึง 7 รายการ การกระทำของจำเลยที่ 12 จึงเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 3 ในการกระทำความผิด
พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 12 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 3 ตาม พรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ให้จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 3 เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพื้นที่ หากจำเลยที่ 3 ไม่ร่วมมือด้วยการทุจริตคดีนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ และเมื่อเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก
เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 12 ตามพรบ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 86 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 12 มีบทบาทสำคัญดำเนินการให้ผู้อำนวยการโรงเรียนทั้ง 12 แห่ง ใช้ร่างขอบเขตงาน (TOR) โดยมิชอบ เป็นเหตุให้มีการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐโดยไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่สมควรรอการลงโทษจำคุก
สำหรับจำเลยที่ 1 จำคุก 3 ปี 4 เดือน, จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 5 ปี, จำเลยที่ 5 ที่ 9 ที่ 11 จำคุกคนละ 1 ปี 4 เดือน, จำเลยที่ 12 ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก, จำเลยที่ 7 จำคุก 1 ปี 4 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษมีกำหนด 3 ปี, ลงโทษปรับจำเลยที่ 4 ที่ 6 ที่ 8 ที่ 10 คนละ 14,978,333.33 บาท
นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
คดีนี้ถือเป็นที่ยุติแค่นี้แล้วคู่ความทั้งสองฝ่ายไม่อาจดำเนินการใดๆ ได้อีก โดยจำเลยที่ศาลสั่งจำคุกไม่รอลงอาญา ก็ถูกนำตัวไปคุมขังตามคำพิพากษา
Advertisement