
วันนี้ (13 ส.ค.) นายไทกร พลสุวรรณ อายุ 58 ปี นักวิชาการอิสระ ในฐานะคนในพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม บ้านหนองแวง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยถึงข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดว่า ตนเกิดและอาศัยอยู่ในชุมชนบ้านหนองแวงมาตั้งแต่ปี 2512 และยืนยันว่า ก่อนหน้านั้นพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าช้า ซึ่ง “นายเฮียง” ได้มอบที่ดินให้เป็นสถานที่ฝังศพของประชาชนในชุมชนบ้านหนองแวง
นายไทกร เล่าว่า บ้านหนองแวงมีวัด 2 แห่ง โดยวัดตราชูวนาราม ใช้สำหรับฌาปนกิจศพปกติ ส่วนผู้ที่เสียชีวิตผิดปกติ ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า “ตายโหง” จะนำมาฝังที่บริเวณวัดป่าอดุลยาราม โดยชาวบ้านเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า “วัดป่าอดุลยาราม” มาตั้งแต่ปี 2515 และมีการนิมนต์พระมาจำพรรษาอย่างต่อเนื่อง บางรูปจำพรรษา 1 พรรษา บางรูป 2 พรรษา
กระทั่งประมาณปี 2520 นายบุญยง แก้วฝ่ายนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นทนายความในคดีนี้ ได้เข้ามาช่วยดำเนินการให้พื้นที่ดังกล่าวพัฒนาเป็นวัดอย่างถูกต้อง โดยชาวบ้านบ้านหนองแวงได้เชิญ “นายเฮียง” มาทำพิธีมอบที่ดินบริเวณสุดบ้านหนองแวง ซึ่งติดกับพื้นที่มอดินแดง เพื่อให้มีหลักฐานชัดเจนสำหรับนำไปยื่นจดเป็นสำนักสงฆ์และวัดในปี 2533
ส่วนกรณี "ป้าดา" ซึ่งมีการอ้างว่าเป็นหลานของนายเฮียง นายไทกร ระบุว่า ตนไม่เคยทราบเรื่องดังกล่าว และไม่เคยเห็นป้าดา แม้จะรู้จักครอบครัวนายเฮียงมาตั้งแต่เด็ก โดยเล่าว่าในช่วงปี 2513-2515 บ้านพ่อนายเฮียงเป็นบ้านหลังแรก ๆ ในชุมชนที่มีโทรทัศน์ และเด็กในหมู่บ้านรวมถึงตนเคยไปดูรายการโทรทัศน์ที่บ้านนายเฮียง โดยต้องจ่ายเงินคนละ 50 สตางค์ในวันเสาร์-อาทิตย์
นายไทกรยังยืนยันว่า ภรรยาของนายเฮียงรับรู้เรื่องการมอบที่ดินให้วัด เพราะพื้นที่ดังกล่าวมีการใช้เป็นสถานที่ฝังศพและเป็นพื้นที่เกี่ยวข้องกับวัดมาก่อนแล้ว โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ในวัยเด็กว่า เคยมีนักเรียนโรงเรียนเทศบาลบ้านหนองแวงประสบอุบัติเหตุถูกรถสิบล้อชนเสียชีวิต และครูใหญ่ได้นำนักเรียนไปร่วมพิธีฝังศพเด็กหญิงคนดังกล่าวที่บริเวณวัดป่าอดุลยาราม
สำหรับข้ออ้างว่าขณะมอบที่ดิน วัดยังสร้างไม่เสร็จและไม่เข้าเงื่อนไข นายไทกรยืนยันว่า วัดสร้างเสร็จมานานแล้ว แต่ขั้นตอนการยกระดับจากที่พำนักสงฆ์เป็นสำนักสงฆ์และเป็นวัดตามกฎหมายต้องใช้เวลา พร้อมระบุว่า ชื่อ “วัดป่าอดุลยาราม” ได้รับการตั้งโดยเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้น ซึ่งประจำอยู่ที่วัดศรีจันทร์ โดยมีบิดาของนายไทกรและคณะกรรมการวัดร่วมดำเนินการ
นายไทกรมองว่า หาก “ป้าดา” ยืนยันจะนำที่ดินกลับคืนมาเป็นของทายาท ไม่น่าจะสามารถดำเนินการได้ เพราะเจตนาการมอบที่ดินให้วัดสำเร็จตั้งแต่ปี 2533 และเมื่อเป็นที่ธรณีสงฆ์หรือที่ดินของวัดแล้ว ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 35 จะไม่อยู่ในบังคับคดี และเป็นที่ดินของวัดต่อไป
ส่วนกรณีที่มีการประกาศว่าจะนำรถแบ็กโฮเข้ามาทุบกำแพงวัด นายไทกรฝากเตือนไปยังป้าดาให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยระบุว่า หากมีการข่มขู่ ข่มขืนใจ การนำท่อไปตั้งบริเวณหน้าวัด หรือการข่มขู่ว่าจะรื้อวัด อาจเข้าข่ายเป็นคดี และหากมีการรื้อหรือทำลายวัดจริง ก็อาจมีความผิดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำลายทรัพย์สินของนิติบุคคลซึ่งก็คือวัด
นายไทกรยังกล่าวถึงมุมมองของชาวบ้านในพื้นที่ว่า คนในชุมชนส่วนใหญ่รับรู้เรื่องการเสียสละที่ดินของนายเฮียง และยกย่องที่นายเฮียงมอบที่ดินกว่า 20 ไร่ให้เป็นป่าช้า ก่อนพัฒนาจากป่าช้าเป็นที่พำนักสงฆ์ สำนักสงฆ์ และกลายเป็นวัดในปัจจุบัน พร้อมยกคำพูดของ “แม่ใหญ่สำลี” ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งให้สัมภาษณ์ว่าคนในหมู่บ้านรับรู้เรื่องดังกล่าวเป็นอย่างดี
สำหรับแรงจูงใจในการเรียกร้องที่ดินคืน นายไทกรตั้งข้อสังเกตว่า อาจเกี่ยวข้องกับมูลค่าที่ดิน เนื่องจากพื้นที่โดยรอบวัดมีราคาสูงขึ้นอย่างมาก โดยระบุว่า ที่ดินบริเวณใกล้เคียงเคยมีการซื้อขายล่าสุดในราคาประมาณไร่ละ 40 ล้านบาท ขณะที่พื้นที่โดยรอบกลายเป็นแหล่งอพาร์ตเมนต์และหอพัก หลังมหาวิทยาลัยขอนแก่นมีการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่หลังปี 2544 และวัดอยู่ห่างจากเซ็นทรัลแคมปัสแห่งใหม่ไม่ถึง 400 เมตร
นายไทกรประเมินว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวซึ่งมีประมาณ 26 ไร่ อาจมีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 3,000 ล้านบาท โดยระบุว่าปัจจุบันราคาน่าจะสูงกว่าไร่ละ 50 ล้านบาท และปัญหาเริ่มมีความวุ่นวายมากขึ้นหลังมีการตั้งเซ็นทรัลแคมปัส
นายไทกรย้ำว่า การนำที่ดินวัดกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทไม่สามารถทำได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้น ที่ดินที่ประชาชนเคยมอบให้วัดทั่วประเทศก็อาจถูกทายาทเรียกร้องกลับคืนได้ทั้งหมด และย้ำว่าตามหลักกฎหมาย เมื่อที่ดินเป็นของวัดแล้ว ก็จะเป็นที่ดินของวัดต่อไป
ทั้งนี้ นายไทกรยังระบุว่า ภรรยาของนายเฮียงเคยฟ้องร้องต่อศาลในประเด็นดังกล่าว และคดีวัดเป็นฝ่ายชนะ โดยภรรยาของนายเฮียงเองก็ยอมรับว่านายเฮียงได้ยกที่ดินให้วัด
Advertisement