
เหตุเกิดช่วงเย็นวันที่ 8 สิงหาคม 2569 บริเวณบ้านหนองวัวซอ ตำบลหนองวัวซอ อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี โดยขณะเกิดเหตุ นายทองดา คำพันธ์ หรือ “แอร์” อายุ 63 ปี กำลังนั่งพักผ่อนอยู่บริเวณหน้าบ้านกับ นางเสริม อายุ 57 ปี ซึ่งเป็นน้องสาว ก่อนมีกลุ่มเยาวชนจากบ้านน้ำพ่นและบ้านหนองวัวซอ ขี่รถจักรยานยนต์ไล่กวดกันเข้ามาในพื้นที่
จากข้อมูลเบื้องต้น พบว่ากลุ่มเยาวชนที่เกี่ยวข้องมีอายุประมาณ 14–15 ปี และยังอยู่ในวัยเรียนระดับชั้น ม.2–ม.3 โดยระหว่างการไล่กวดกันได้เกิดเหตุใช้อาวุธปืนยิงใส่กัน โดยผู้ที่ใช้อาวุธปืนเป็นเยาวชนจากบ้านหนองวัวซอ ทำให้กระสุนพลาดเป้าไปถูกนายทองดา ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ ขณะกำลังนั่งอยู่หน้าบ้าน
กระสุนหรือเศษวัสดุจากกระสุนถากเข้าบริเวณลำคอและไหปลาร้าของนายทองดา ทำให้ได้รับบาดเจ็บ แม้บาดแผลจะไม่ลึกและไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่แรงกระแทกทำให้มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าอาวุธที่ใช้ก่อเหตุเป็น ปืนแก๊ปไทยประดิษฐ์ โดยตำรวจอยู่ระหว่างแยกแยะพฤติการณ์ของเยาวชนแต่ละรายว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างไร
ต่อมาวันนี้ ( 9 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุบริเวณบ้านหนองวัวซอ เพื่อตรวจสอบสภาพพื้นที่และพูดคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยพบว่าเหตุเกิดบริเวณหน้าบ้านพักของนายทองดา ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดใจเล่านาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่หน้าบ้านกับน้องสาว จู่ ๆ ได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ขี่ไล่กันเข้ามา ก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้น กระทั่งรู้สึกว่าบริเวณลำคอได้รับบาดเจ็บ จึงพบว่าตัวเองถูกกระสุนหรือเศษวัสดุจากกระสุนถากได้รับบาดเจ็บ
หลังเกิดเหตุ ผู้ปกครองของเยาวชนที่เกี่ยวข้องได้พาลูกหลานเข้าพบนายทองดาและนางเสริม เพื่อขอขมาและแสดงความรับผิดชอบ พร้อมทำพิธีผูกแขนทำขวัญตามประเพณีท้องถิ่น
ด้านนายทองดาและครอบครัวตัดสินใจ ไม่ติดใจเอาความ เนื่องจากเห็นว่าผู้ก่อเหตุยังเป็นเด็กและเยาวชน อีกทั้งเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน จึงยอมให้อภัยและขอให้เรื่องจบลงด้วยการขอขมาและผูกแขนทำขวัญเมื่อเช้า พร้อมตักเตือนให้เด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของตนเอง
อย่างไรก็ตาม ตำรวจเจ้าของคดี บอกว่า แม้ผู้บาดเจ็บจะไม่ติดใจเอาความ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวยังมีประเด็นเกี่ยวกับ ความผิดตามกฎหมายอาวุธปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามขั้นตอน โดยเฉพาะกรณีผู้ก่อเหตุเป็นเด็กและเยาวชน
เบื้องต้นตำรวจได้นัดผู้เสียหายเข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาตามขั้นตอน และประสานผู้ปกครองให้นำตัวเยาวชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบปากคำร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เพื่อแยกแยะพฤติการณ์ของแต่ละรายว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในลักษณะใด ก่อนพิจารณาดำเนินการตามกรอบกฎหมายเด็กและเยาวชน
เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญของความคึกคะนองในกลุ่มเยาวชน เพราะการนำอาวุธปืนมาใช้ไล่ยิงกัน แม้มีเป้าหมายเป็นคู่กรณี แต่เพียงกระสุนนัดเดียวก็สามารถพลาดไปถูกชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ และนำไปสู่เหตุร้ายแรงที่ไม่มีใครคาดคิด
Advertisement