
วันที่ 6 ส.ค.2569 ที่ตำรวจภูธรภาค 5 จังหวัดเชียงใหม่ พลตำรวจโทกฤตธาพล ยี่สาคร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมด้วยนายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนจากดีเอสไอ ป.ป.ส. ภาค 5 กองทัพภาคที่ 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแถลงผลการจับกุมคดียาเสพติดรายสำคัญจำนวน 3 คดี ผลการปฏิบัติสามารถตรวจยึดยาบ้ารวมกว่า 3 ล้าน 2 แสนเม็ด เฮโรอีน 8.62 กิโลกรัม จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 คน และตรวจยึดรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ 1 คัน คดีแรก เป็นการจับกุมเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาบ้าจำนวน 2 ล้าน 5 แสนเม็ด ในพื้นที่อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ หลังชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 ติดตามความเคลื่อนไหวของขบวนการที่ลำเลียงยาเสพติดจากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เตรียมส่งต่อไปยังจังหวัดปทุมธานี เจ้าหน้าที่วางกำลังซุ่มสังเกตการณ์บริเวณจุดนัดหมาย ก่อนแสดงตัวเข้าจับกุม แต่รถของผู้ต้องหาเร่งเครื่องหลบหนี กระทั่งไปจอดทิ้งไว้บริเวณสวนอุดมพรรณไม้ อำเภอสันกำแพง และสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ในเวลาต่อมา พร้อมตรวจค้นรถพบกระสอบบรรจุยาบ้ารวมประมาณ 2 ล้าน 5 แสนเม็ด
คดีที่สอง เจ้าหน้าที่ สภ.แม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับทหารและเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ตรวจยึดยาบ้ากว่า 704,000 เม็ด ซุกซ่อนอยู่ภายในกล่องพัสดุจำนวน 5 กล่อง ที่บริษัทขนส่งเอกชนในอำเภอแม่จัน หลังได้รับแจ้งว่าพบพัสดุต้องสงสัยส่งมาจากพื้นที่อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ขณะนี้อยู่ระหว่างขยายผลเพื่อติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี
ส่วนคดีที่สาม เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ร่วมกับตำรวจภูธรภาค 5 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตรวจยึดเฮโรอีนน้ำหนัก 8.62 กิโลกรัม ภายในกล่องพัสดุ 2 กล่อง ที่บริษัทขนส่งเอกชนในจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนสืบสวนขยายผลจนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 คน บนรถโดยสารประจำทางในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
ทั้งนี้ ทางดีเอสไอ สืบทราบทางการข่าวมาว่า จะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดให้โทษผ่านบริษัทผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนทางอากาศระหว่างประเทศแห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีพฤติการณ์อำพรางยาเสพติดไว้ภายในสิ่งของเครื่องใช้ เพื่อจัดส่งออกนอกราชอาณาจักร อันเป็นการกระทำที่อาจเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและการลักลอบส่งออกยาเสพติดไปยังต่างประเทศ ภายหลังได้รับข้อมูลดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 ได้ประสานการปฏิบัติร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 และเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมกันตรวจสอบและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยได้นำกำลังเข้าตรวจสอบที่ทำการของบริษัทผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด่วนทางอากาศระหว่างประเทศดังกล่าว ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบพัสดุจำนวน 2 กล่อง ซึ่งเตรียมจัดส่งไปยังปลายทางในประเทศออสเตรเลีย ภายในบรรจุขวดครีมกันแดดหลายขวด เมื่อตรวจสอบโดยละเอียดพบวัตถุต้องสงสัยซุกซ่อนอยู่ภายในขวดดังกล่าว ลักษณะเป็นผงสีขาว
จากการตรวจสอบเบื้องต้นเชื่อได้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) น้ำหนักรวมประมาณ 8.6 กิโลกรัม จากการตรวจสอบข้อมูลการจัดส่งพัสดุ พบว่าผู้ส่งระบุชื่อ นางสาวพลอย ที่อยู่ตำบลริมใต้ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนผู้รับปลายทางระบุชื่อ Miss Ngoc Nguten ที่อยู่ประเทศออสเตรเลีย โดยพัสดุดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการเตรียมส่งออกนอกราชอาณาจักรผ่านบริษัทผู้ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ในช่วงเวลาที่มีการนำพัสดุมาฝากส่ง พบว่าผู้ที่นำพัสดุมาฝากส่งเป็นหญิงจำนวน 2 คน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมและบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดไว้เป็นข้อมูลประกอบการสืบสวนสอบสวน และใช้เป็นแนวทางในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
จากพยานหลักฐานที่ตรวจพบในเบื้องต้น ศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวน 3 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 5 และเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการตรวจยึดยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) น้ำหนักประมาณ 8.6 กิโลกรัม และปัจจุบันสามารถติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาหญิงผู้ส่งของ จำนวน 2 ราย ขณะหลบหนี ได้ที่ ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ประกอบด้วย น.ส.พลอย อายุ 20 ปี และ น.ส.วิไลวรรณ์ อายุ 19 ปี ทั้งสองภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่สำคัญ เนื่องจากผู้บงการและร่วมกระทำความผิดบางราย เคยได้รับบัตรหัวศูนย์ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เกี่ยวข้องกับกรณีทุจริตสวมตัวทำบัตร ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษเขตพื้นที่ 5 เคยสืบสวนสอบสวนมาก่อน ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างสืบสวนขยายผลเพื่อพิสูจน์ทราบเครือข่ายผู้กระทำความผิด ติดตามจับกุมผู้ส่ง ผู้รับ ผู้สนับสนุน และผู้ร่วมขบวนการที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายต่อไป
ตำรวจภูธรภาค 5 ระบุว่า การจับกุมทั้ง 3 คดี เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ทหาร ป.ป.ส. และหน่วยงานด้านความมั่นคง ในการสกัดกั้นยาเสพติดตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างการลำเลียง และผ่านระบบขนส่งพัสดุ เพื่อป้องกันไม่ให้ยาเสพติดกระจายสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ อย่างไรก็ตาม ทาง ป.ป.ส. ภาค 5 เตรียมขยายผลสืบสวนว่าเครือข่ายลักลอบส่งเฮโรอีนออกนอกประเทศนั้นเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดที่เป็นลักษณะของจ้างคนหิ้วออกนอกประเทศที่เคยจับกุมก่อนหน้านี้หรือไม่ต่อไป
ทั้งนี้ จากการข่าวพบว่า ปัจจุบันเฮโรอีนกลับมาผลิตในประเทศเพื่อนบ้านของไทยอีกครั้ง หลังจากแหล่งผลิตใหญ่ในเขตอัฟกานิสถานลดปริมาณการผลิตเฮโรอีนลง ทำให้ความต้องการของกลุ่มผู้ค้าและผู้เสพในประเทศโลกที่ 3 เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้แหล่งผลิตในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มกำลังการผลิต และส่งออกผ่านทางประเทศไทยเพื่อไปยังประเทศที่ 3 มากขึ้น ทำให้พบว่าการจับกุมในพื้นที่มากขึ้นในขณะนี้
นอกจากนี้ สถิติการปราบปรามยาเสพติดของตำรวจภูธรภาค 5 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้กว่า 27,345 คดี ในจำนวนนี้เป็นคดีรายสำคัญ 315 คดี ตรวจยึดยาบ้ากว่า 420 ล้านเม็ด ไอซ์กว่า 10,350 กิโลกรัม เฮโรอีนกว่า 105 กิโลกรัม เคตามีนกว่า 1,300 กิโลกรัม และฝิ่นกว่า 410 กิโลกรัม พร้อมตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มูลค่ารวมกว่า 1,580 ล้านบาท
Advertisement