
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีทำโพลสำรวจความคิดเห็นในหัวข้อ “คุณคิดว่า ขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่” ซึ่งจัดขึ้นบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าพารากอน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565
พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 116 ฐานยุยงปลุกปั่น รวมทั้งข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ตามมาตรา 136, 138, 140 และ 368
คดีนี้มีจำเลยรวม 7 คน ได้แก่ ทานตะวัน ตัวตุลานนท์, “ใบปอ”, ฐากูร (สงวนนามสกุล), วรเวช (สงวนนามสกุล), “บีม” ณัฐกรณ์ (สงวนนามสกุล), วรัณยา แซ่ง้อ และ “แบม” อรวรรณ (สงวนนามสกุล) โดยก่อนหน้านี้มี เนติพร เสน่ห์สังคม เป็นจำเลยร่วมด้วย แต่ภายหลังเสียชีวิต ศาลจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีในส่วนของเนติพรออกจากสารบบ
คดีดังกล่าวยังเป็นคดีที่ “ใบปอ” และ เนติพร เสน่ห์สังคม เคยถูกเพิกถอนการประกันตัวเมื่อปี 2565 ก่อนจะประท้วงด้วยการอดอาหารเป็นเวลา 64 วัน และต่อมาได้รับการปล่อยชั่วคราวระหว่างการพิจารณาคดี
ก่อนเข้าฟังคำพิพากษา ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ เปิดเผยว่า “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” พร้อมระบุว่า หวังว่าผลคำพิพากษาจะออกมาดี และยืนยันว่าไม่เสียใจที่ตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ส่วนกรณีการอดอาหารนั้น ระบุว่า ตนไม่ได้มีความคิดที่จะอดอาหารแต่อย่างใด
บรรยากาศบริเวณศาลอาญากรุงเทพใต้ มีผู้สนับสนุนและผู้ติดตามของจำเลยเดินทางมาให้กำลังใจ พร้อมนำดอกไม้มามอบให้ ก่อนที่ศาลจะเริ่มอ่านคำพิพากษาตามกำหนดนัด ฟังคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ อ765/2565 ระหว่าง พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 8 คน
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งแปดกับพวกในความผิดฐานร่วมกัน หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่ง รัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ฐานร่วมกันดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ฐานร่วมกันขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ และฐานร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้
จำเลยทั้งแปดให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา น.ส.เนติพร จำเลยที่ 3 ถึงแก่ความตาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป จึงให้จำหน่ายคดีของจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 มีความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนอันมิใช่เป็นการกระทำในความมุ่งหมายแห่ง รัฐธรรมนูญหรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 หรือไม่ เห็นว่า
การกระทำที่จะเป็นความผิดตาม มาตรา112 จะต้องเป็นการกระทำในลักษณะด้อยค่าใส่ร้ายป้ายสี หรือแสดงกิริยาอื่นใด หรือกล่าววาจาจาบจ้วงล่วงเกิน เปรียบเทียบ เปรียบเปรย หรือเสียดีให้เป็นที่ระคายเคืองต่อเบื้องพระยุคลบาท หรือใช้สิทธิและเสรีภาพให้เป็นปฏิปักษ์ในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายมาตราดังกล่าว รัฐจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง โดยยึดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ด้วยความเป็นธรรม และเสมอภาคอย่างเท่าเทียมกัน มิใช่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ เมื่อพิจารณาข้อความตามป้ายประกาศของกลาง และการกระทำของจำเลยที่1 ที่2 และที่ 4- 8 ที่เชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยการติดสติกเกอร์ว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนหรือไม่ ซึ่งเป็นการกระทำเพียงประโยคคำถามถึงขบวนเสด็จ มิต้องด้วยลักษณะการมุ่งหมายหรือเชื่อมโยงไปยังบุคคลใด บุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อความบนป้ายประกาศมิได้ระบุพระนามหรือสื่อถึงบุคคลที่กฎหมายคุ้มครองโดยตรง จึงไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อหรือการด้อยค่าพระมหากษัตริย์ พระราชินี และรัชทายาทจากทางนำสืบของโจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4-8 ไม่มีการกล่าวปราศรัย หรือแสดงความเห็น อื่นใดในประการที่น่าจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชังหรือเสียดสี อันเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันไม่บังควร หรือกระทำการอื่นใดที่จะส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการอาฆาตมาดร้าย แม้ต่อมาจำเลยที่1 และที่ 2 แสดงสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว ก็เป็นเพียงการแสดงออกทางร่างกายเพื่อสื่อความหมายถึงสิทธิเสรีภาพของบุคคล ซึ่งอาจมีผู้เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นของแต่ละบุคคลที่สามารถกระทำได้ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา34
เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่2 และที่4 -8 เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ทั้งจากทางนำสืบของโจทก์ก็ไม่ปรากฏเหตุความวุ่นวายจากการกระทำของจำเลยที่1 ที่ 2 และที่ 4 -8 อันจะก่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน การกระทำของจำเลยที่1 ที่2 และที่4 -8 จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 116 ตามที่โจทก์ฟ้อง
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 -8 มีความผิดฐาน ขัดคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 บัญญัติว่า “การจัดการชุมนุมสาธารณะในรัศมีหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรจากพระบรมมหาราชวัง พระราชวัง วังของพระรัชทายาทหรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป…จะกระทำมิได้…” เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่1 และที่ 2 นัดชุมนุมสาธารณะโดยไม่ได้ขออนุญาตและเป็นการชุมนุมในรัศมี 150 เมตร จากพระบรมมหาราชวัง จึงเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจท้องที่ซึ่งมีหน้าที่ถวายความปลอดภัยตามพระราชบัญญัติถวายความปลอดภัย พ.ศ. 2560 ย่อมมีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุมและออกไปจากรัศมี150 เมตร จากหน้าวังสระปทุมได้ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4- 8 ทราบคำสั่ง ดังกล่าวแล้ว ไม่ปฏิบัติตามโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 368
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 6 และที่ 8 มีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกเหตุการณ์ภาพเคลื่อนไหวปรากฏภาพเฉพาะจำเลยที่6 กับชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หมวกสีดำและเด็กชายสุไอย์เท่านั้นที่ผลักดันแนวรั้วที่เจ้าพนักงานได้ตั้งกันไว้ โดยจำเลยที่1 2,4,5,8ไม่ได้ร่วมในการผลักดันด้วย ความผิดฐานนี้คงมีเฉพาะจำเลยที่ 6 ชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หมวกสีดำและเด็กชายสุไอย์ที่กระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องชายสวมเสื้อแขนยาวสีดำ หมวกสีดำเป็นผู้ร่วมกระทำความผิดด้วย จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 6 ร่วมกระทำความผิดกับชายดังกล่าว คงฟังได้ว่า จำเลยที่ 6 กับเด็กชายสุไอย์ร่วมกระทำความผิดเพียงสองคนเท่านั้น การกระทำของจำเลยที่ 6 จึงมีความผิดฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา138 วรรคแรก
มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือไม่ เห็นว่า ก่อนที่จำเลยที่ 4 จะกล่าวถ้อยคำต่อว่าตามที่โจทก์ฟ้อง มีชายคนหนึ่งแต่งกายนอกเครื่องแบบเข้ามารัดตัวจำเลยที่1 อุ้มขึ้น ทำให้แขนทั้งสองข้างรัดบริเวณหน้าอกจนเกิดการชุลมุนกัน โดยที่จำเลยที่ 4 ไม่ทราบว่าชายดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ แม้ถ้อยคำที่จำเลยที่ 4 กล่าวจะรุนแรงไปบ้าง แต่เป็นการป้องกันสิทธิของผู้อื่นและยังอยู่ในกรอบของกฎหมาย จึงไม่เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามฟ้อง
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่4 -8 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา368 และจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคแรก อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 6 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ปรับจำเลยคนละ 5,000 บาท ฐานขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ จำคุกจำเลยที่ 6 มีกำหนด 3 เดือน เพิ่มโทษจำเลยที่ 6 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา92 เป็นจำคุกจำเลยที่6 มีกำหนด 4 เดือน และปรับ 5,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้คืนแผ่นป้ายของกลางแก่เจ้าของ ข้อหาและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
Advertisement