
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับองค์กรแลกเปลี่ยนทางวิชาการเยอรมนี (DAAD) โดยได้รับ "Falling Walls" หรือ "การทลายกำแพง" ไม่ใช่แค่ชื่อของงานประกวดไอเดียระดับโลก แต่มีที่มาจากเหตุการณ์จริงในประวัติศาสตร์ นั่นคือการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 2532 ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ Falling Walls Foundation ก่อตั้งขึ้นในปี 2009 โดยยึดถือคำถามหนึ่งเป็นแก่นความคิดมาตลอด นั่นคือ กำแพงใดจะล้มลงเป็นลำดับถัดไป คำถามนั้นถูกส่งต่อผ่าน Falling Walls Lab เวทีประกวดไอเดียที่จัดขึ้นในหลายสิบประเทศทั่วโลกภายใต้มูลนิธิเดียวกัน และปีนี้ คำถามเดียวกันก็ดังก้องอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อ Falling Walls Lab Bangkok 2026 ปิดฉากลงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ โรงแรมอวานี รัชดา ท่ามกลางไอเดียกว่า 35 ชิ้นจากนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่จากนานาประเทศทั่วโลก ก่อนที่ Ms. Beatriz Aira Jacob เจ้าของไอเดียชุดตรวจพันธุกรรมแบบจุดตรวจ (point-of-care) สำหรับภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD จะคว้าตำแหน่งผู้ชนะถูกเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทย เดินทางสู่รอบชิงชนะเลิศระดับโลก Falling Walls Lab Finale ที่กรุงเบอร์ลินในเดือนพฤศจิกายนนี้ ร่วมกับผู้ชนะจากทั่วโลกประจำประเทศไทย จัดเวทีประกวดไอเดียระดับนานาชาติครั้งที่ 8 นี้ขึ้น โดยผู้เข้ารอบสุดท้ายแต่ละคนมีเวลาเพียง 3 นาทีในการนำเสนอไอเดียที่จะเปลี่ยนแปลงโลกต่อหน้าคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
เบื้องหลังความร่วมมือครั้งนี้ คือสายสัมพันธ์ระดับนโยบายระหว่างสองประเทศที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง นางสาวเพ็ญนภา กาญจนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวง กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า "ความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนีด้านวิทยาศาสตร์และการศึกษาดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและมั่นคง Falling Walls Lab Bangkok คือรูปธรรมหนึ่งของความสัมพันธ์นั้น เป็นเวทีที่เปิดให้องค์ความรู้เคลื่อนไหวอย่างเสรีระหว่างสองประเทศ ในฐานะหน่วยงานที่กำกับทิศทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการศึกษาของชาติ เราเชื่อมั่นว่าเยาวชนไทยควรมีโอกาสยืนอยู่บนเวทีเดียวกับความคิดระดับโลก และนี่คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะพาพวกเขาไปถึงจุดนั้น"
คุณสเวตา คานนัน, เลขานุการเอกฝ่ายสื่อสารและวัฒนธรรมของสถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย กล่าวว่า กว่า 160 ปีของความสัมพันธ์ไทย-เยอรมนี ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าประวัติศาสตร์ แต่อยู่ตรงนี้ ในตัวนักวิจัยรุ่นใหม่ที่กำลังจะนำไอเดียของตัวเองไปไกลถึงกรุงเบอร์ลิน Falling Walls Lab Bangkok คือรูปแบบการทูตที่งดงามที่สุดเท่าที่จะมีได้ ไม่ใช่การทูตระหว่างรัฐบาล แต่คือการทูตระหว่างความคิด
ขณะที่ระดับนโยบายและการทูตวางรากฐานความร่วมมือไว้ ผู้ที่ลงมือขับเคลื่อนเวทีนี้ในทางปฏิบัติมาโดยตลอดคือ DAAD มร. เฟลิกซ์ วาเกนเฟลด์ ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาค DAAD ประจำกรุงฮานอย เล่าถึงเส้นทางที่ผ่านมา "DAAD อยู่กับเวทีนี้มาตั้งแต่ครั้งยังชื่อ Falling Walls Lab Thailand จนถึงวันที่เปลี่ยนเป็น Bangkok สิ่งที่เห็นชัดตลอดเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่คุณภาพผลงานที่ดีขึ้นทุกปี แต่คือความกล้าที่จะพูดความคิดของตัวเองออกมาดังขึ้น ในฐานะองค์กรที่เปิดประตูให้นักศึกษาไทยไปเรียนต่อเยอรมนี เรามองเวทีนี้ไม่ใช่แค่การประกวด แต่คือที่ที่นักวิจัยรุ่นใหม่ได้ค้นพบเสียงของตัวเองต่อหน้าโลก"
ผศ.ดร.รัชนี กุลยานนท์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนงานนี้มาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพว่า "ตลอดห้าปีที่ สจล. อยู่กับ Falling Walls Lab สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือเหตุผลที่เรายังอยู่ตรงนี้ เวทีนี้คือจุดเชื่อมระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยเข้ากับโลก และการเชื่อมโยงนี้ไม่เคยไหลไปทางเดียว องค์ความรู้จากต่างประเทศไหลเข้ามา พอๆ กับที่ไอเดียของคนไทยไหลออกไปสู่สายตาโลก นี่คือจิตวิญญาณแบบสหวิทยาการที่ สจล. ยึดถือมาตลอด"
ด้าน Ms. Beatriz Aira Jacob เล่าถึงเบื้องหลังไอเดียในการแข่งขันจนได้เป็นตัวแทนประเทศไทยในครั้งนี้เอาไว้ว่า "ไอเดียตั้งต้นคือการพัฒนาชุดตรวจพันธุกรรมแบบจุดตรวจสำหรับภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ซึ่งยังไม่เคยมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริงอย่างจริงในท้องตลาด การคว้ารางวัลในครั้งนี้ เชื่อว่าไม่ได้มาจากการที่ไอเดียของเราดีที่สุด เพราะผู้เข้าแข่งขันทุกคนต่างก็มุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงผ่านนวัตกรรมของตนเองเช่นกัน จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่ 'การสื่อสาร' โดยเลือกที่จะทลายกำแพงความซับซ้อนของข้อมูล และทำให้ทุกคนมองเห็นภาพที่ชัดเจนว่า นวัตกรรมนี้จะเข้าไปแก้ปัญหาและเปลี่ยนชีวิตผู้คนได้อย่างไร ซึ่งปัจจุบัน นวัตกรรมชิ้นนี้เป็นผลงานวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก กำลังเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยื่นจดสิทธิบัตร และอยู่ระหว่างการทดสอบความแม่นยำทางคลินิกร่วมกับโรงพยาบาลเครือข่ายหลายแห่ง เป้าหมายสูงสุดจึงไม่ใช่แค่การจบงานวิจัย แต่คือการผลักดันให้ชุดตรวจนี้สามารถผลิตได้จริง ทุกคนเข้าถึงและใช้งานได้จริง"
Falling Walls Lab Bangkok 2026 ปิดฉากลงแล้ว แต่คำถามที่ขับเคลื่อนเวทีนี้มาตั้งแต่ปี 2532 ยังคงเปิดกว้างเสมอ นั่นคือ กำแพงใดจะล้มลงเป็นลำดับถัดไป ในเดือนพฤศจิกายนนี้ คำถามเดียวกันจะถูกนำไปถามซ้ำอีกครั้งที่กรุงเบอร์ลิน เมื่อไอเดียจากกรุงเทพฯ ไปยืนอยู่บนเวทีเดียวกับความคิดจากทั่วโลก และไม่ว่าคำตอบจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในค่ำคืนนี้ คืออีกก้าวหนึ่งที่ทำให้กำแพงนั้นบางลง
Falling Walls Lab Bangkok เป็นหนึ่งในเครือข่ายเวทีระดับภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับ Falling Walls Lab เวทีระดับโลกที่จัดขึ้นโดย Falling Walls Foundation ในฐานะเวทีประกวดไอเดียระดับโลก ที่รวบรวมนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่จากหลากหลายสาขาให้มานำเสนอไอเดียที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ผ่านการพิชชิ่งความยาว 3 นาที ตลอดทั้งปี มีนักวิจัยและนักนวัตกรรมที่ผ่านการคัดเลือกกว่า 1,000 คน เข้าร่วมเวที Falling Walls Lab ในระดับท้องถิ่นซึ่งจัดโดยสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก ก่อนคัดเลือกผู้ชนะรวม 100 คนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับโลกที่กรุงเบอร์ลินในเดือนพฤศจิกายน โดยในปี 2568 มีผู้สมัครกว่า 2,750 คน เข้าร่วมการแข่งขันใน 82 เวทีทั่ว 60 ประเทศ สะท้อนขนาดและแรงขับเคลื่อนของเครือข่ายนี้ในระดับสากล
เวทีระดับโลกนี้จัดขึ้นโดย Falling Walls Foundation องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน ก่อตั้งขึ้นเพื่อรวบรวมผู้ที่มุ่งมั่นทลายกำแพงต่อไปในโลกวิทยาศาสตร์และสังคม โดยมูลนิธิก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2009 ซึ่งตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน และงานประชุมที่ใหญ่ที่สุดแห่งปีคือ Falling Walls Science Summit ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเบอร์ลินในช่วงวันที่ 9 พฤศจิกายนของทุกปี ผู้ชนะจาก Falling Walls Lab ทั่วโลกจะเดินทางไปร่วมงานนี้เพื่อชิงตำแหน่งสูงสุดในสาขา Emerging Talents ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และผู้นำความคิดระดับโลก
สำหรับประเทศไทย เวทีนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกวดไอเดียของคนรุ่นใหม่ หากแต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงนักคิดและนักวิจัยไทยเข้ากับเครือข่ายนวัตกรรมระดับโลกที่แผ่ขยายไปทั่วหลายสิบประเทศ ผ่านกระบวนการคัดสรรที่เข้มข้นและเส้นทางที่นำไปสู่เวทีระดับนานาชาติอย่างแท้จริง
Advertisement