
จากกรณีเพจ “กุ้ง สป.กองเรือนรก” โพสต์คลิปภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณลานจอดรถห้างแห่งหนึ่งใน จ.สมุทรปราการ โดยในภาพจะเห็น ชายรูปร่างสูงแต่งกายมิดชิด สวมหมวกและหน้ากากอนามัย เดินเข้ามาโอบเด็กชายวัย 14 ปี ที่มาเที่ยวที่ห้างแห่งนี้ ก่อนจะพาเดินตรงลานจอดรถบริเวณที่ลับตา พร้อมชักมีดมาขู่ ก่อนที่น้องจะสะบัดตัววิ่งหนี แต่ทางชายผู้ก่อเหตุยังดึงแขนเด็กชายวัย 14 ปี ไว้ได้ ชายผู้ก่อเหตุก็ทำท่าคล้ายจะใช้มีดแทงเด็กชาย จนเด็กชายยกมือไหว้ ชายคนดังกล่าวจึงเดินหนีไป แต่ก็ยังถือมีดวนเวียนบริเวณดังกล่าวอยู่พักนึ่ง
เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 3 มิ.ย. 69 เวลา 18.00 น. โดยหลังเกิดเหตุทางผู้ปกครองของเด็กชาย วัย 14 ปี ได้พาเด็กชายเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.สำโรงเหนือ ทันที โดยผู้ก่อเหตุนั้นได้ข่มขู่เด็กชายจึงได้ถอดนาฬิกาข้อมือให้ผู้ก่อเหตุไป
วันที่ 5 มิ.ย. 69 ทีมข่าวได้เดินทางไปที่บ้านของเด็กชาย ซึ่งวันนี้ไม่ เพราะเด็กชาย ไปเรียน จึงได้สอบถามเรื่องราวดังกล่าวกับ น.ส.วิภาศิริ (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี น้าสาว ซึ่งเล่าเหตุการณ์วันนั้นว่า ในวันเกิดเหตุน้องได้ไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้ากับกลุ่มเพื่อน หลังจากที่น้องจอดรถจักรยานยนต์บริเวณลานจอดรถเสร็จแล้วและกำลังเดินขึ้นบันได ก็มีคนร้ายซึ่งเป็นชายคนหนึ่งเดินตามหลังมา จากนั้นคนร้ายได้เข้ามาเกาะไหล่ของน้องและบังคับพาเดินเลี่ยงไป พร้อมกับเอ่ยปาก”ขอดูหัวเข็มขัด” แต่น้องได้เปิดให้ดูแล้วพบว่าเป็นเข็มขัดของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ไม่มีหัวเข็มขัดสถาบัน
เมื่อคนร้ายไม่เห็นหัวเข็มขัดตามที่ต้องการ จึงได้บังคับให้น้องเปิดแขนเสื้อแ ละเปิดเสื้อเช็กดู จนกระทั่งคนร้ายเหลือบไปเห็นนาฬิกาข้อมือที่น้องสวมใส่อยู่ จึงสั่งให้น้องถอดนาฬิกาส่งให้ แม้น้องจะเอ่ยปากถามว่า "เอาไปทำไมพี่" แต่คนร้ายก็ไม่ฟัง ในระหว่างนั้นมีรุ่นพี่ในกลุ่มของน้องพยายามจะเดินเข้ามาช่วยเหลือ แต่คนร้ายกลับชักอาวุธมีดขึ้นมาชี้หน้าและข่มขู่ ทำให้รุ่นพี่คนดังกล่าวไม่กล้าเข้ามา
เมื่อเห็นท่าไม่ดี น้องจึงพยายามจะวิ่งหนี แต่คนร้ายได้กระชากแขนของน้องรั้งเอาไว้ พร้อมกับใช้อาวุธมีดทำท่าจะทำร้ายร่างกาย ทำให้น้องเกิดความกลัว และยอมถอดนาฬิกาส่งให้แต่โดยดี พร้อมกับยกมือไหว้พร้อมพูดว่า “ขอโทษ” ก่อนที่จะสบโอกาสวิ่งหนีรอดออกมาได้
โดยทรัพย์สินที่คนร้ายได้ไปในวันนั้นมีเพียงนาฬิกาข้อมือมูลค่าประมาณ 300 กว่าบาทเท่านั้น แต่โชคดีที่น้องยอมส่งทรัพย์สินให้ เพื่อแลกกับความปลอดภัยของชีวิต
เกี่ยวกับเบาะแสของคนร้ายนั้น คุณน้ายังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากคนร้ายสวมใส่หน้ากากอนามัย และหมวกคลุมปิดบังใบหน้าเอาไว้ แต่พิจารณาจากรูปร่างแล้วพบว่าเป็นชายที่มีส่วนสูงค่อนข้างมาก และน้องยืนยันว่าคนร้ายพูดภาษาไทยได้อย่างชัดเจน รูปลักษณ์ภายนอกมีลักษณะแต่งกายคล้ายกับเด็กนักเรียนสายช่างกล แต่ก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าเป็นนักเรียนจริงหรือเป็นบุคคลทั่วไป เนื่องจากเป็นแฟชั่นการแต่งกายที่พบเห็นได้ทั่วไป ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่ทราบเส้นทางการหลบหนีหรือยานพาหนะที่คนร้ายใช้ในการเดินทาง
ในวันเกิดเหตุน้องไปกับกลุ่มเพื่อนสนิท ทั้งชายและหญิงรวม 6 คน และเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่บริเวณพื้นที่ด้านล่างยังไม่ทันได้เดินเข้าสู่ตัวอาคารของห้างสรรพสินค้าด้วยซ้ำ
โดยก่อนหน้านี้น้องได้ยืนรออยู่บริเวณด้านล่างก่อนจะเดินขึ้นบันไดมา คาดว่าคนร้ายน่าจะซุ่มดูลาดเลาอยู่ก่อนแล้ว และเลือกสบโอกาสลงมือกับน้อง เนื่องจากน้องเป็นเด็กที่มีรูปร่างเล็ก และเพิ่งมีอายุเพียง 14 ปีเท่านั้น ซึ่งในกลุ่มเพื่อนที่เดินทางไปด้วยกันนั้นมีรุ่นพี่ที่รูปร่างสูงใหญ่อยู่ด้วย แต่คนร้ายก็จงใจเลือกที่จะลงมือกับน้องที่ตัวเล็กที่สุด
หลังเกิดเหตุ พ่อกับแม่ของน้องได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อบอกว่าน้องเกือบถูกคนร้ายแทง และได้สอบถามด้วยความเป็นห่วงว่าในขณะนี้น้องอยู่ที่ไหนและปลอดภัยดีหรือไม่ ซึ่งทางครอบครัวได้เดินทางไปรับตัวน้องกลับมาจากห้างสรรพสินค้าและพามาส่งที่บ้านอย่างปลอดภัย ก่อนที่จะร่วมกันสอบถามเรื่องราวข้อเท็จจริงทั้งหมดและเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเวลาต่อมา
ทั้งนี้ คุณน้าได้ฝากความหวังไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ช่วยเร่งรัดติดตามจับกุมตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวถือเป็นภัยสังคมที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากในวันนั้นน้องเกิดขัดขืน วิ่งหนี หรือปัดป้อง อาจจะถูกคนร้ายใช้มีดแทงจนได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ และหากยังจับกุมตัวคนร้ายไม่ได้อาจจะไปก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนกับบุคคลอื่นซ้ำอีก
ในปัจจุบันน้องและพี่ที่ไปด้วยกันวันนั้นยังคงอยู่ในอาการขวัญเสียและหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก โดยพี่รู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือความปลอดภัยของน้องในตอนนั้นได้ และในตอนนี้ตัวของน้องเอง รวมถึงกลุ่มเพื่อนๆ ก็ยังไม่กล้าที่จะเดินทางไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนั้นอีกเลย เนื่องจากหวาดระแวงว่าคนร้ายอาจจะยังลอยนวลและอาจจะกลับมาก่อเหตุซ้ำ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุน้องมีอาการซึมเศร้า และไม่ยอมกินข้าวแม้ว่าคุณยายจะพยายามปลอบใจแล้วก็ตาม เนื่องจากน้องไม่เคยประสบกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญในลักษณะนี้มาก่อนในชีวิต
คุณน้ายังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความอัดอั้นตันใจว่า ปกติมักจะเห็นข่าวสารเกี่ยวกับการก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือจี้ชิงทรัพย์ของกลุ่มนักเรียนสายอาชีวะและสายช่างตามหน้าสื่อต่างๆ แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่าเหตุการณ์ร้ายแรงในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นกับคนใกล้ตัว และเกิดขึ้นกับเด็กนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เร็วขนาดนี้ แต่อย่างไรก็ตามถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ต้องเพิ่มความระมัดระวังและหาแนวทางการป้องกันตัวเองในอนาคตเพิ่มมากขึ้น แม้ว่าในครั้งนี้คนร้ายจะมุ่งหวังเพียงแค่หัวเข็มขัดสถาบันและลงเอยด้วยการชิงเอานาฬิกาข้อมือไปแทน โดยไม่ได้แตะต้องทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ เช่น โทรศัพท์มือถือก็ตาม
ด้าน พ.ต.อ.วิโรจน์ ตัดโส ผกก.สภ.สำโรงเหนือ เปิดเผยผ่านโทรศัพท์ว่า หลังจากผู้เสียหายได้มาแจ้งความชุดสืบสวนได้ลงพื้นที่จุดเกิดเหตุดังกล่าว พร้อมกับไล่ภาพจากกล้องวงจรปิดในจุดเกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียงที่ผู้ก่อเหตุใช้หลบหนี ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่พอทราบชายที่ก่อเหตุแล้วว่าเป็นใคร ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาสอบสวนและดำเนินคดี คาดใช้เวลาไม่นาน
Advertisement