
เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.อรรถวิทย์ สุขทัศน์ รอง ผกก.4 บก.ป., พ.ต.ท.อเนก บุญตา รอง ผกก.4 บก.ป., ว่าที่ พ.ต.ต.ดิฐาศักดิ์ โชติเธียรศรณ์ สว.กก.4 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ กก.4 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายท้าวกฤษดาฯ อายุ 36 ปี สัญชาติลาว โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า)โดยมีไว้เพื่อจำหน่ายอันเป็นการกระทำการเพื่อการค้าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในหมู่ประชาชนและทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และ เป็นบุคคลต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในรายอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ของกลาง ยาบ้า จำนวนประมาณ 1,360,000 เม็ด มูลค่ากว่า 17 ล้านบาท
พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมได้เฝ้าสืบสวนติดตามพฤติกรรมของกลุ่มวัยรุ่นสร้างตัว “เต้ท่าพระ” มีพฤติกรรมสร้างตัวเป็นพ่อค้ายาเสพติด ลักลอบลำเลียงขนยาเสพติดเข้ามายังประเทศไทยทางฝั่ง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย เข้ามายังพื้นที่ตอนใน ซึ่งชุดสืบสวนได้เฝ้าติดตามดูพฤติกรรมมาระยะหนึ่ง และปัจจุบันได้ข้อมูลจากสายข่าวพบมีการเดินทางเข้าออกประเทศไทย-ลาวเป็นประจำ (ทางช่องทางธรรมชาติ) ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้กวดขันจับกุมกคนร้ายที่ลักลอบลำเลียงขนยาเสพติดจากโซนภาคเหนือของไทยอยู่บ่อยครั้ง ทำให้กลุ่มของนายเต้ฯเปลี่ยนพฤติกรรมในการขนลำเลียงยาเสพติดไปผ่านทางฝั่งชายแดนประเทศไทย-ลาว เพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของเจ้าหน้าที่
ชุดสืบสวนได้รับข้อมูลข่าวจากชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดน ศปอส.ตร.ทราบข้อมูลว่ากลุ่มนายเต้ฯจะมีการลักลอบลำเลียงยาเสพติดข้ามบริเวณชายแดนไทย-ลาว ทางช่องทางธรรมชาติในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ หนองคาย และพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงนี้ ซึ่งตรงกันกับข่าวที่ชุดสืบสวนทราบมา จึงได้ประสานงานกันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.ป. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ส.ทล.3 กก.4 บก.ทล.,เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.11 บก.รน. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.วิเคราะห์ข่าวและเครื่องมือพิเศษ บก.ปพ., เจ้าหน้าที่ชุดสนับสนุนส่วนการควบคุมชายแดนฯ และ เจ้าหน้าที่ สตม. วางแผนจับกุมกลุ่มเครือข่ายนายเต้ฯมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนจับกุมได้ทราบข้อมูลจากสายข่าวว่ากลุ่มขบวนการนายเต้ฯจะมีการขนและลำเลียงยาเสพติด โดยจะใช้คนลาวลำเลียงยาเสพติดข้ามช่องทางธรรมชาติทางฝั่งจังหวัดบึงกาฬในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ จึงประชุมวางแผนจัดกำลังซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณถนนเส้น 212 บึงกาฬ-หนองคาย ระหว่างนั้นได้พบรถยนต์เก๋งสีดำ และรถยนต์แบบครอบครัวสีขาว ขับเข้ามายังที่บริเวณริมถนนหนองคาย - บึงกาฬ ลักษณะขับวนไปมาหลายรอบ และจอดข้างริมถนน จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มดูอยู่ได้เห็นมีกลุ่มคนประมาณ 3-4 คนเดินออกมาจากป่ายกของมีลักษณะเป็นกระสอบกำลังจะยกขึ้นรถยนต์ 2 คันดังกล่าว คาดว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ซุ่มดูอยู่จึงได้เข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อขอตรวจสอบ แต่กลุ่มคนดังกล่าวได้วิ่งหลบหนีเจ้าหน้าที่ไปจึงได้วิ่งติดตาม โดยจับผู้ต้องหาได้ในที่เกิดเหตุจำนวน 1 รายเป็นชายชาวลาว พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 3 กระสอบ ประมาณ 1,360,000 เม็ด จากนั้นจึงนำตัวพร้อมของกลางนำส่งพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และอยู่ระหว่างการขยายผลสืบสวนเพื่อติดตามจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายรายอื่นที่หลบหนีไปได้ มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
สอบถามท้าวกำ ชาวลาว รับว่าได้รับว่าจ้างจากนายน้อย ชาวลาวให้ขนยาเสพติดข้ามาจากฝั่งไทย โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 5,000-บาท และได้ร่วมกับเพื่อนชาวลาวที่หลบหนีไปได้จำนวน 3 คนที่ร่วมกันขนยาเสพติดครั้งนี้ รู้สึกเสียใจที่ถูกจับเนื่องจากตนเองมีลูก 3 คน ที่จะต้องดูและที่ประเทศลาว แต่ต้องมาถูกจับกุมครั้งนี้ในไทย และได้ฝากข้อความไปถึงพี่น้องคนลาวที่รับจ้างขนยาเสพติดข้ามมายังฝั่งไทย ขอให้กลับใจคิดใหม่ ตอนทำตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องหรือหรือถูกจับก็คิดว่าไม่มีอะไร ได้รับค่าจ้างง่ายๆ แต่พอหลังถูกจับจึงเข้าใจแล้วว่าค่าจ้างจำนวน 5,000-บ. ไม่คุ้มกับการพลัดพรากลูกเมีย และติดคุก ขอให้กลับตัวคิดใหม่ ท้าวกำกล่าวฝากไปถึงพี่น้องคนลาว
Advertisement