
เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เวลา 07.00 น. ภายใต้นโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มุ่งเน้นการป้องกันและปราบปรามการทุจริต การจัดระเบียบสังคม และปราบปรามผู้มีอิทธิพล ได้มอบหมายให้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารกรมการปกครอง สั่งการให้ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการ “ขจัดเหลือบราชสีห์” เข้าตรวจค้นและจับกุมขบวนการค้าอาวุธปืนข้ามชาติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดใกล้เคียง
โดยจุดเริ่มต้นของคดีมาจากการตรวจพบความผิดปกติในระบบทะเบียนอาวุธปืนของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยพบว่ามีผู้ได้รับใบอนุญาตให้ซื้ออาวุธปืน (ป.3) จำนวนมาก แต่ไม่ปรากฏการนำไปออกใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน (ป.4) ในช่วงปี 2565-2566 จนนำไปสู่การตรวจสอบเชิงลึก และพบพฤติการณ์เข้าข่ายปลอมแปลงเอกสารราชการและลายมือชื่อเจ้าพนักงาน
ต่อมาชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 ออกหมายค้นและหมายจับ ก่อนเข้าตรวจค้น 2 จุด และจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 ราย จากทั้งหมด 5 ราย พร้อมตรวจยึดอาวุธปืนยาว 3 กระบอก และเครื่องกระสุนปืนขนาดต่าง ๆ กว่า 200 นัด
สำหรับผู้ต้องหาสำคัญที่ถูกออกหมายจับ ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ จันทร์คำ อายุ 42 ปี หรือ “อดีตปลัดโอ” อดีตปลัดอำเภอเวียงแหง ซึ่งปัจจุบันถูกสั่งให้ออกจากราชการ และอยู่ระหว่างการติดตามตัวมาดำเนินคดี รวมถึงนายณัฏฐวุฒน์ วัฒนภานันท์ สมาชิกกองอาสารักษาดินแดนอำเภอเชียงของ ซึ่งถูกจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย
จากการสืบสวนพบว่าเครือข่ายดังกล่าวมีการแบ่งหน้าที่กันทำงานอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วยกลุ่มนายทุน กลุ่มนายหน้าจัดหาอาวุธปืน กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำหน้าที่ปลอมเอกสาร และกลุ่มร้านค้าปืน โดยมีการนำชื่อและเอกสารของบุคคลอื่น รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) มาใช้ยื่นขอใบอนุญาตซื้ออาวุธปืนโดยที่เจ้าตัวไม่ทราบเรื่อง
เบื้องต้นตรวจพบการออกใบ ป.3 ปลอมมากกว่า 400 ใบ ครอบคลุมอาวุธปืนหลายประเภท ทั้งปืนลูกซอง ปืนยาวขนาด .22 และปืนพกสั้นขนาด 9 มม., .38 และ .380 คิดเป็นอาวุธปืนมากกว่า 400 กระบอกที่หลุดออกจากระบบควบคุมของรัฐ ทั้งจากปืนสวัสดิการและปืนจากร้านค้าอาวุธปืน
เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ขบวนการดังกล่าวถือเป็นเครือข่ายค้าอาวุธปืนข้ามชาติขนาดใหญ่ และเป็นการทุจริตที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เนื่องจากทำให้กลุ่มอาชญากรสามารถเข้าถึงอาวุธปืนได้ง่ายขึ้น โดยหลังจากนี้จะมีการขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลภายนอก หากพบมีส่วนร่วมกระทำความผิดจะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น
ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ย้ำว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ที่มุ่งปราบปรามการทุจริตและผู้มีอิทธิพล โดยเฉพาะการใช้ช่องโหว่ของระบบราชการแสวงหาประโยชน์มิชอบ ซึ่งถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมยืนยันว่าจะสืบสวนขยายผลและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกคนอย่างถึงที่สุด
Advertisement