
22 พ.ค. 69 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผบ.ตร. เดินทางมาตามนัดของอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1เพื่อฟังคำสั่งคดีทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีผู้เสียหายคือ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ อดีตลูกน้องคนสนิท โดยเมื่อเดินทางมาถึงท่าทีสีหน้าของบิ๊กโจ๊ก ยิ้มแย้มทักทายสื่อมวลชน ดูไม่กังวลใจ เมื่อมาถึงได้เข้าไปพบพนักงานอัยการทันที โดยใช้เวลาพูดคุยไม่นานไม่ถึง 5 นาที ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่ามีการลงนามในเอกสาร ก่อนเดินออกจากห้อง
ทั้งนี้ ทีมข่าวพยายามสอบถามในหลายประเด็น อาทิ วันนี้เดินทางมาด้วยเรื่องใด และคดีมีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง แต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “ให้พูดคุยกับทนายความ” เมื่อถูกถามย้ำว่าช่วงนี้สบายดีหรือไม่ เจ้าตัวตอบว่า “สบายดี ยังตีเทนนิสออกกำลังกายเหมือนเดิม” ก่อนเดินทางกลับทันที และมอบหมายให้ทีมทนายความเป็นผู้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน
ด้านนายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ เปิดเผยว่า วันนี้อัยการนัดฟังคำสั่งคดีทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีผู้เสียหายคือ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมไว้หลายประเด็น ทำให้อัยการอาจต้องใช้เวลาในการพิจารณาเพิ่มเติม หรืออาจมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเพิ่มเติม จึงมีการเลื่อนนัดฟังคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 10.00 น.
เมื่อถามว่าที่ยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมไปนั้นมีในประเด็นไหนบ้าง นายสัญญาภัชระ ระบุว่าไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมด แต่ยืนยันว่า การยื่นขอความเป็นธรรมไม่ใช่การประวิงเวลา แต่เป็นการขอความเป็นธรรมในรายละเอียดของสำนวนคดี โดยเฉพาะประเด็นที่มีการกล่าวอ้างว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทำร้ายร่างกายอดีตลูกน้องคนสนิท ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 หรือเมื่อประมาณ 9 ปีก่อน อีกทั้งหลังเกิดเหตุ ทั้งสองฝ่ายยังคงทำงานร่วมกันตามปกติ ซึ่งในเรื่องนี้เรากังวลว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม
ซึ่งประเด็นในการถูกฟ้องร้องในครั้งนี้ ทางบิ๊กโจ๊กได้มีการแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ แต่ทางศาลเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องจึงใช้พยานหลักฐานเดียวกัน และให้รอผลในคดีหลัก
ทั้งนี้ การเลื่อนนัดดังกล่าวไม่ใช่การร้องขอจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด โดยอำนาจในการพิจารณาเป็นของพนักงานอัยการ และทุกอย่างดำเนินไปตามขั้นตอนของกฎหมาย
ในส่วนเรื่องของ พ.ต.อ.อาริศ คูประสิทธิ์รัตน์ ทางบิ๊กโจ๊กได้มีการไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซึ่งขณะนี้ไม่รู้ว่าคดีมีความคืบหน้าเป็นอย่างไร แต่ยืนยันว่าเป็นคนละส่วนกับคดีของพ.ต.ท.คริษฐ์
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เหตุใดช่วงหลังมานี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงไม่ค่อยให้สัมภาษณ์สื่อด้วยตนเอง และมอบหมายให้ทีมทนายความชี้แจงแทนทุกครั้ง นายสัญญาภัชระ ระบุว่า ที่ผ่านมา บิ๊กโจ๊กพูดมามากแล้ว และเกรงว่าหากพูดอะไรเพิ่มเติม อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดี จึงต้องการให้ทนายความเป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
อย่างไรก็ตามมีเรื่องที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น คือการนำ พยานหลักฐานในสำนวนคดีคดี เช่นคลิปเสียง ที่ทางทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งตนตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่จึงดำเนินการยื่นเรื่องดังกล่าวต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนให้พิจารณาเรื่องนี้
Advertisement