
วันนี้ 21 เมษายน นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" เปิดโต๊ะแถลงข่าวโต้แย้งการดำเนินคดี "สินบนทองคำ" โดยระบุว่าการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยมี 2 ระบบ คือระบบกล่าวหาสำหรับคดีทั่วไป และระบบไต่สวนสำหรับคดีพิเศษที่เป็นกฎหมายเฉพาะ
ซึ่งในกรณีที่มีการกล่าวหาว่ากรรมการ ป.ป.ช. กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือร่ำรวยผิดปกตินั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 236 และมาตรา 237 ได้บัญญัติขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ไว้เป็นการเฉพาะ โดยกำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือประชาชนจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาต่อประธานรัฐสภา เพื่อเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาให้แต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" มาดำเนินการไต่สวนหาข้อเท็จจริง
สำหรับหลักการนี้ถือเป็นมาตรฐานเดียวกันกับที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 เพื่อกำหนดวิธีการดำเนินการกับกรรมการ ป.ป.ช. ไว้เป็นการเฉพาะสอดคล้องกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 45 ที่ระบุว่าอำนาจไต่สวนเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระเท่านั้น
นอกจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้ว ทนายความยังได้อ้างถึงบรรทัดฐานจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2689/2560 ที่วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการดำเนินคดีอาญาแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ซึ่งมีผลเป็นการตัดสิทธิผู้เสียหายที่จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาปกติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 324/2547) และบันทึกกองคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. และต้องแนะนำให้ผู้กล่าวหาดำเนินการตามขั้นตอนพิเศษของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
ดังนั้นการที่พนักงานสอบสวน กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ดำเนินการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาจึงถูกมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ในส่วนความเคลื่อนไหวล่าสุด เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่ออธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต เพื่อคัดค้านสำนวนคดีที่พนักงานสอบสวนส่งมอบให้อัยการพิจารณา
พร้อมกันนี้ยังได้โต้แย้งการแถลงข่าวของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ว่าอาจเป็นการปฏิบัติที่ขัดต่อระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการให้ข่าวที่กระทบต่อคดีและละเมิดสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา สำหรับประเด็นคลิปเสียงที่ถูกนำมาเผยแพร่ ทีมกฎหมายได้ให้ข้อสังเกตและแจ้งเตือนถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI Voice Cloning และ Deepfake ในปี 2569 ที่สามารถเลียนแบบเสียงและใบหน้าได้อย่างแนบเนียน
หากคลิปดังกล่าวได้มาโดยการดักฟัง ย่อมมีความผิดตามประกาศ คปค. ฉบับที่ 21 และไม่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานได้ตามกฎหมาย โดยย้ำว่าตามหลักสิทธิมนุษยชน ผู้ต้องหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด และมีสิทธิที่จะไม่ถูกประจานหรือหลบหลู่เกียรติยศชื่อเสียงผ่านสื่อทุกแขนง
Advertisement