
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ทล. และเจ้าหน้าที่ตำรวจศูนย์ ACSC ร่วมกันจับกุม
1. นายวัชระฯ อายุ 34 ปี สถานที่จับกุม บ้านหลังหนึ่ง ต.รอบเวียง อ.เมือง จ.เชียงราย
2. นายวัชรพงศ์ฯ อายุ 23 ปี สถานที่จับกุม เรือนจำ จ.ขอนแก่น
3. นายคมสันต์ฯ อายุ 31 ปี สถานที่จับกุม วัดแห่งหนึ่ง จ.หนองคาย
4. นายบูรณ์พิภพฯ อายุ 28 ปี สถานที่จับกุม โรงแรมแห่งหนึ่ง จ.กรุงเทพฯ
5. นางสาวกัลยาณีฯ อายุ 23 ปี สถานที่จับกุม ห้องพักคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง จ.ชลบุรี
6. นางสาวฐิติทรัพย์ฯ อายุ 32 ปี สถานที่จับกุม ส.ทล.ร้อยเอ็ด ต.นิเวศน์ อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด
7. นายบรรดาฯ อายุ 46 ปี สถานที่จับกุม ริมถนน ซ.ร่วมสุข 7 จ.ปทุมธานี
8. นายไพรัชฯ อายุ 23 ปี บริษัทแห่งหนึ่ง จ.ปทุมธานี
ข้อหา “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม ข้ามชาติ, เป็นอั้งยี่, เป็นซ่องโจร, สบคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน, ร่วมกันเป็นธุระจัดหา โฆษณาหรือไขข่าวโดยประการใดๆ เพื่อให้มีการซื้อขาย ให้เช่า หรือให้ยืม บัญชีเงินฝากบัตรอิเล็กทรอนิกส์ หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดอาญาอื่นใด”
พฤติการณ์ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้มีการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลบัญชีม้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในระบบฐานข้อมูล bigdata จนพบว่ามีพิกัดการใช้บัญชีม้าจำนวนหลายบัญชี ในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว (พื้นที่พิพาท ไทย-กัมพูชา) ซึ่งบัญชีม้าดังกล่าวล้วนมีการแจ้งความผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (TPO) ศูนย์ ACSC จึงได้สั่งการให้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) โดย กก.2 บก.ป. ทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
กก.2 บก.ป. จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนพบพยานหลักฐานสำคัญน่าเชื่อได้ว่า บริเวณที่มีพิกัดการใช้งานบัญชีม้าข้างต้นมีลักษณะเป็นโกดัง มีรั้วรอบขอบชิด ตั้งแต่ในพื้นที่บ้านหนองจาน โดยมีนายทหารยศพันเอกของกัมพูชาและครอบครัวเป็นเจ้าของโกดังดังกล่าว โดยได้ให้กลุ่มชาวจีนและกลุ่มคนไทยเช่าพื้นที่โกดังดังกล่าวเพื่อใช้เป็นออฟฟิศในการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยจัดหาคนไทยพร้อมบัญชีธนาคารทำหน้าที่สแกนหน้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารเพื่อรับโอนเงินที่ได้มาจากการหลอกลวงทางออนไลน์ จากนั้นยักย้าย หมุนเวียนเงินไปยังบัญชีม้าอื่นๆ เพื่อให้เกิดความซับซ้อนยากต่อการสืบสวนและตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท้ายที่สุดจะนำเงินดังกล่าวแจกจ่ายแบ่งผลประโยชน์กันในขบวนการ
จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีม้าที่มีพิกัดการใช้งานบริเวณดังกล่าวข้างต้น จำนวน 195 บัญชี ที่มีการใช้งานในช่วงเดือน สิงหาคม - ตุลาคม 2568 พบว่ามีใช้หลอกลวงผู้เสียหายในประเทศไทยกว่า 400 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมประมาณ 55 ล้านบาท ซึ่งมีทั้งการหลอกลวงประเภท หลอกให้ลงทุน หลอกให้โอนเงินเพื่อทำกิจกรรมรับของรางวัล หลอกขมขู่เพื่อทำให้กลัว เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าขบวนการที่โกดังดังกล่าว ทำหน้าที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และเครือข่ายอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่นๆ
จากการสืบสวนสอบสวนสามารถสรุปแผนประทุษกรรมของขบวนการ ได้ดังนี้ กลุ่มผู้ต้องหาทำหน้าที่หาเหยื่อที่สนใจอยากหางานทำจากกลุ่มหรือเพจที่สร้างขึ้นมา หรือเพจสาธารณะทั่วไป เมื่อมีเหยื่อหลงกล ก็จะติดต่อพูดคุยเพื่อตรวจสอบว่าเหยื่อมีบัญชีและแอปพลิเคชันธนาคารพร้อมใช้งานเป็นบัญชีม้าหรือไม่ จากนั้นกลุ่มผู้ต้องหาที่ทำหน้าที่ขับรถจะมารับเหยื่อเพื่อพาข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยผิดกฎหมาย จากนั้นกลุ่มเหยื่อจะถูกนำตัวมาไว้ที่พักคอยในเมืองปอยเปต เพื่อส่งต่อไปโกดังในพื้นที่บ้านหนองจาน โดยจะให้พักอาศัยใช้ชีวิตอยู่ภายในโกดังห้ามออกไปนอกพื้นที่ เมื่อกลุ่มผู้ต้องหาที่เป็นแอดมินที่ควบคุมอยู่ในโกดังต้องการโอนเงินของบัญชีม้ารายใด ก็จะเรียกเหยื่อเจ้าของบัญชีม้าไปสแกนใช้งานแอปพลิเคชันธนาคาร โดยกลุ่มเหยื่อจะอยู่ในโกดังจนกระทั่งบัญชีของตนถูกอายัดหรือใช้งานไม่ได้ จากนั้นก็จะถูกผลักดันกลับประเทศไทย หรือถูกส่งไปขายต่อยังสถานที่อื่นในประเทศเพื่อนบ้าน
เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนและสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าว จำนวน 15 ราย แบ่งเป็นกลุ่มบอส 4 ราย (นายทหารชาวกัมพูชาและครอบครัว 3 ราย, คนไทย 1 ราย), กลุ่มเจ้าหน้าที่แอดมิน 7 ราย, กลุ่มลักลอบขนคนข้ามแดน 4 ราย กระทั่งต่อมาในวันที่ 28 ม.ค.69 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ได้นำกำลังเข้าทำการจับกุมผู้ต้องหาได้จำนวนทั้งสิ้น 8 ราย (อยู่ระหว่างติดตามจับกุม 7 ราย) จากนั้นนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จากการซักถามปากคำผู้ต้องหา ให้การซักทอดไปถึงกลุ่มบอสและผู้ร่วมขบวนการอีกหลายราย ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างทำการสืบสวนขยายผลเพื่อนำตัวผู้ร่วมขบวนการรายอื่นมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
Advertisement