
วันนี้ (31 มีนาคม 2569) พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และพันตำรวจโทสิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ได้นำหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 เข้าจับกุมปลัดอำเภอ อดีตหัวหน้ากลุ่มงานทะเบียนและบัตรฯ ลูกจ้าง (แบบสัญญาจ้าง) และเจ้าหน้าที่ฝ่ายทะเบียนและบัตรฯ ภายในที่ว่าการอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เมื่อมาถึงเจ้าหน้าที่ได้อ่านหมายแรกให้ นายณัฐพงศ์ (สงวนนามสกุล) ปลัดอำเภอวังน้อย อดีตหัวหน้ากลุ่มงานบริหารงานปกครอง และนายโกวิท (สงวนนามสกุล) ได้รับทราบ หลังถูกแจ้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฎิบัติหรือละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหน้าที่ ร่วมกันทำใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ
และยังมีนายกรธัช (สงวนนามสกุล) และนายพงษธร (สงวนนามสกุล) อีก 2 ผู้ต้องหา ถูกแจ้งข้อหาเป็นผู้ร่วมสนับสนุนเจ้าพนักงานร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งในตำแหน่งหน้าที่ ร่วมกันทำใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จ
จากการสังเกตเห็นว่าขณะอ่านหมาย ผู้ต้องหาทั้ง 4 คน อยู่ในอาการวิตกกังวล มือสั่น น้ำตาคลอ สีหน้ามีความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ก่อนที่พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอบปากคำ
สำหรับปฏิบัติการ ชื่อว่า "ตัดบัตรกรุงเก่า" สืบเนื่องจาก ปปท. เขต 1 ได้รับเบาะแสการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีมีนายหน้านำพาบุคคลต่างด้าว ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในพื้นที่ อ.วังน้อย เพื่อทำบัตรประจำตัวบุคคล ที่ไม่มีสัญชาติไทย หรือ บัตรสีชมพู จำนวนมากผิดปกติ
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า ฝ่ายทะเบียนและบัตร ที่ทำการปกครอง อ.วังน้อย ได้มีการออกบัตรชมพู ให้กับบุคคลต่างด้าว ที่ อายุไม่เกิน 15 ปี ตั้งแต่ช่วง เดือนกรกฎาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2568 รวมถึงมีการแจ้งย้ายบุคคลต่างด้าวดังกล่าว เข้าทะเบียนบ้าน 3 หลัง ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา
นอกจากนี้ ยังพบกล้องวงจรปิดที่นายหน้านำกลุ่มเยาวชนมานั่งรอทำบัตรที่ทำการปกครอง อ.วังน้อย ซึ่งการนำมาแบบนี้ จะมาเวียนมาวันละ ประมาณ 20 คน ต่อวัน ในห้วงเวลาดังกล่าว และเมื่อมีการออกบัตรชมพูแล้ว ก็จะมีการย้ายตัวต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้าน ซึ่งบ้านที่มีการแจ้ง คือ บ้านร้าง 3 หลัง แต่กลับไม่มีการ และการดำเนินการนั้นไม่เป็นไปตามระเบียบ เพราะการขอมีบัตรเป็นครั้งแรก ต้องเรียกและตรวจสอบหลักฐานที่บ่งบอกถึงรายการบุคคลของผู้ขอ ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน หรือทะเบียนประวัติ และเอกสารที่ทางราชการออกให้ ซึ่งหากไม่มีหลักฐาน จะต้องมีพยานบุคคลที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจากการตรวจสอบ ทั้งหมด ไม่พบว่ามีการสอบถ้อยคำพยานเพื่อยืนยันตัวบุคคลต่างด้าว และไม่พบเอกสารใดๆที่เป็นข้อมูลการทะเบียนบุคคล
ส่วนพฤติการณ์ ที่กระทำความผิด ของกลุ่มผู้ต้องหา คือ มีการแจ้งย้ายเข้าทะเบียนบ้านเป็นเท็จ เป็นจำนวนมากผิดปกติกว่า 200 คน โดยใช้บ้านร้าง ที่ไม่ได้มาพักอาศัยอยู่จริง พบการจัดทำบัตรชมพู จำนวนมาก และพบการแจ้งย้ายออก เมื่อได้บัตรชมพู ในเพียงไม่กี่วัน เป็นข้อพิรุธว่า ย้ายเข้าบ้านร้าง เพียงเพราะต้องการทำบัตรชมพูเท่านั้น มีการให้ผลประโยชน์ตอบแทน เจ้าบ้านที่ยินยอมให้ใช้ทะเบียนบ้านจะได้รับการติดต่อจากปลัดอำเภอ หรือ ลูกจ้าง ส.ย. ของที่ว่าการ อ.วังน้อย ให้ไปลงลายมือชื่อในเอกสารและจะได้รับเงินค่าตอบแทน 1,000 - 3,000 บาท ต่อคนต่างด้าว 1 ราย
โดยประชาชนที่พบการทุจริตรูปแบบดังกล่าว สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่กองมชการตำรวจสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ป.ป.ช. ป.ป.ท. และกรมการปกครอง
เมื่อถามถึงบุคคลที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยยอมเสียเงินทำแบบนี้ทำไม เป็นเพราะ บัตรชมพู หรือ บัตรประจำตัวคนที่ไม่มีสัญชาติไทย เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่บุคคลเหล่านี้จะได้สัญชาติไทยเมื่อตอนเรียนจบปริญญาตรี และยังมีสวัสดิการอื่นๆตามกฎหมาย ที่บุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติไทย พึงจะได้รับในอนาคต เป็นเหตุทำให้ชาวต่างด้าวยอมเสียเงินและเข้าขบวนการเหล่านี้ เมื่อเสร็จสิ้นได้บัตรชมพูมาแล้ว ก็จะดำเนินการย้ายรายชื่อออกจากทะเบียนทันที โดยขบวนการนี้ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน ซึ่งถือว่าผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม ตัวผู้ต้องหาทั้ง 6 คนได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจบช.ก.ควบคุมตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อทำการขยายผลไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้อง.
Advertisement