Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ด่วน ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติ

ด่วน ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติ

2 มี.ค. 69
13:14 น.
แชร์

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติ เบื้องต้นเสียหายกว่า 1 พันล้าน

เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น นำโดย พ.ต.ท.ศราวุธ ทองน้อย สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ท.อัครวุฒิ จันทร์เจริญ สว.กก.3 บก.ป., พ.ต.ท.หญิงปวีณวรรณ พลหาญ สว.กก.3 บก.ปอศ., ว่าที่ พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ รัตนพันธ์ สว.กก.3 บก.ป., ว่าที่ พ.ต.ต.ธีรศักดิ์ นามเขต สว.กก.3 บก.ป., ว่าที่ พ.ต.ต.เลอสันต์ พรมชื่น สว.กก.3 บก.ป.

ร่วมกันสืบสวนสอบสวนจนนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ได้แก่

1. นายเบน สมิธ (Mr.Ben Smith) อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1155/2569 ลง 26 ก.พ.69

2. นางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1156/2569 ลง 26 ก.พ.69

ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน”

พฤติการณ์ ตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ประวัติของ นายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ พบว่า นายเบน สมิธ เป็นนักธุรกิจต่างชาติที่ถูกสหรัฐฯ จัดอยู่ในกลุ่มบุคคลเสี่ยงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับขบวนการ สแกมเมอร์ระดับนานาชาติและการฟอกเงิน ส่วนนางสาวแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาของนายเบน สมิธ ซึ่งปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) ซึ่งช่วงธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการยึดอายัดทรัพย์สินข้างต้น ตามกฎหมายฟอกเงินไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่า ในเครือข่ายนี้ อาจมีการกระทำความผิดอื่นด้วย

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จึงมีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ให้ทำการสืบสวนพฤติการณ์ ของนายเบน สมิธ กับพวก จนพบว่ามีผู้เสียหายนักลงทุนชาวต่างชาติได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ได้ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน โดยวิธีการสร้างความน่าเชื่อถือต่างๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงิน ไปกว่า 1,000 ล้านบาท

จากการสืบสวนสอบสวนพบพฤติการณ์เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติ (ผู้เสียหาย) ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับ “เบน สมิธ” อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ และแนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ในครั้งแรกได้ แนะนำนักธุรกิจและนักการเมืองให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) โดยได้มีการลงทุนกันจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ

ต่อมา นายเบน สมิธ อาศัยจังหวะนี้หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพส ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้นางแคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุนในหุ้นนี้ มีระยะเวลาการบริหารกว่า 1 ปี

โดยในห้วงที่ผู้เสียหายยังเชื่อมั่นไว้วางใจนายเบน สมิธ กับพวก ประกอบกับมีการเดินทางไปดูโครงการต่าง ๆ หลายประเทศ นายเบน สมิธ อาศัยโอกาสนี้ ชวนซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว ราคา 255 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท

เดือนต่อมา นายเบนอาศัยความสนใจของผู้เสียหายในการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า หลอกเงินผู้เสียหายไปอีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทยเพื่อทำธุรกิจ กับการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยซ้ำอีก

จนกระทั่งผู้เสียหายพบว่า หุ้นเพซ ไม่มีความเคลื่อนไหว ตามที่ตกลงกันไว้ คนในเครือข่ายของนายเบน จึงเสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโด 7 ห้องและค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายให้ได้เงินคืนผู้เสียหายพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้ตกลงกันไว้

จนกระทั่งปี 2565 ผู้เสียหายยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลงกัน จึงได้ติดต่อทวงถามมีการบ่ายเบี่ยง และได้ทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นทั้งหมดแล้ว จึงทราบว่าถูกหลอกลวง

ซึ่งจากการสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานพบว่านายเบน กับภรรยา หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยอ้างธุรกิจต่าง ๆ หลายครั้ง ต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ได้ตกลงกันไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะการฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ในชั้นนี้ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับนายเบน กับภรรยา ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง และฟอกเงิน ทั้งนี้ได้ขออนุมัติหมายค้นจำนวน 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลางเพื่อตรวจค้นหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ชุดสืบสวนสอบสวน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนเข้าปฏิบัติการตรวจค้นตามจุดดังกล่าว ทำการตรวจยึดสิ่งของที่จะเป็นพยานหลักฐานในคดีเพิ่มเติม 13 รายการคือ

1. คอมพิวเตอร์ตั้งโต้ะ จำนวน 2 เครื่อง

2. สมุดโน้ต จำนวน 1 เล่ม

3. คอมพิวเตอร์พกพา(โน๊ตบุค/แลปท็อป) จำนวน 2 เครื่อง

4. แม็คบุ๊ค จำนวน 1 เครื่อง

5. ไอแพด จำนวน 2 เครื่อง

6. โทรศัพท์เคลื่อนที่ จำนวน 5 เครื่อง

7. อุปกรณ์จัดเก็บหน่วยความจำ Flash Drive Kingston จำนวน 2 ชิ้น

8. เอกสารต่าง ๆ เช่น งบการเงิน รายวันจ่ายประจำปี ตราประทับบริษัท รวม 6 รายการ

ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน และขยายผล ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

ทั้งนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ประสาน ปปง. เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินนี้ ไปเพิ่มเติมแล้ว ซึ่งเป็นมูลฐานตั้งแต่ ปี 2559 และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานสำคัญในทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ ในเครือข่ายนี้ต่อไป

Advertisement

แชร์
ด่วน ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา หลอกลงทุนข้ามชาติ