
วันที่ 20 ก.พ. 69 เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล ควบคุมตัวนายจะลอ กุ่ยแก้ว อายุ 29 ปี ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง - ลาหู่ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีชิงทรัพย์ร้านทอง ภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท พื้นที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา โดยสามารถชิงทองคำน้ำหนักรวมประมาณ 198 บาท และเงินสดประมาณ 170,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท มาสอบปากคำเพิ่มเติมอย่างละเอียด
ต่อมา พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติราชการกองบัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้การสืบนครบาล ร่วมกันแถลงผลการจับกุม โดยก่อนการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เปิดคลิป วงจรปิดในวันที่เกิดเหตุ
พล.ต.ท.สยาม เปิดเผยว่า ภายหลังเกิดเหตุ กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างใกล้ชิด โดยระดมกำลังและทรัพยากรด้านการสืบสวนจำนวนมาก เนื่องจากผู้ต้องหามีการวางแผนก่อเหตุล่วงหน้าเป็นเวลานาน อาทิ การลักรถจักรยานยนต์มาใช้เป็นพาหนะตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา รวมทั้งมีการปกปิดอำพรางใบหน้าและเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางเพื่อหลบเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่
จากการสืบสวนพบว่า เมื่อวันที่ 29 มกราคม ผู้ต้องหาได้เข้าไปดูลาดเลาภายในร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งช่วงเวลาประมาณ 19.00 น. แต่ยังไม่ได้ลงมือก่อเหตุ กระทั่งวันที่ 30 มกราคม ได้กลับมาอีกครั้งและเดินวนเวียนอยู่ภายในห้างเป็นเวลานาน ก่อนตัดสินใจก่อเหตุในช่วงเวลาประมาณ 23.00 น. เนื่องจากเห็นว่ามีประชาชนบางตา จากนั้นได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนี พร้อมพยายามอำพรางเส้นทางและนำรถจักรยานยนต์ไปทิ้งลงคลองที่พัฒนาการ ซอย 10 เพื่อทำลายหลักฐาน
ต่อมาวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผู้ต้องหาได้เดินทางโดยรถไฟไปยังจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมนำทองคำที่ได้จากการก่อเหตุติดตัวไปด้วย พำนักอยู่จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ก่อนเดินทางต่อไปยังอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย จากการตรวจสอบพบว่าทองคำดังกล่าวมีตราสัญลักษณ์ร้าน จึงไม่สามารถนำไปจำหน่ายในประเทศได้ ผู้ต้องหาจึงติดต่อเพื่อนซึ่งอยู่ในพื้นที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำทองไปขายต่อ โดยตกลงรับเงินล่วงหน้า 200,000 บาท และนัดส่งมอบกันในวันที่ 7 มีนาคม
เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนได้ติดตามเส้นทางการหลบหนีอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสามารถพิสูจน์ทราบและจับกุมตัวได้ในพื้นที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย พร้อมขออนุมัติศาลออกหมายจับตามขั้นตอนกฎหมาย
ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง โดยให้การว่ามีแรงจูงใจจากความต้องการเงินไปซื้อรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์เพราะมีความชื่นชอบเป็นส่วนตัวและมีพฤติกรรมเล่นการพนัน อีกทั้งเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดพ้นโทษเมื่อเดือนตุลาคม 2568 หลังรับโทษจำคุก 5 ปีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นได้เดินทางเข้ากรุงเทพมหานครและก่อเหตุลักรถจักรยานยนต์ในหลายพื้นที่เพื่อนำมาใช้ก่อเหตุ
พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า จากคำรับสารภาพของผู้ต้องหา ให้การว่า ได้มีการนัดพบเจอเพื่อนซึ่งเป็นชนเผ่าเดียวกันแต่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ภายหลังนัดเจอกันแล้วได้มีการพูดคุยว่าทองที่นำมานั้นมีตราร้าน ทำให้ไม่สามารถขายในประเทศไทยได้ เหตุผลที่บอกเพื่อนในลักษณะนี้เพราะเคยติดคุกมาก่อนหน้า 2 ครั้ง และคนในคุกเคยเล่าให้ฟังว่าถ้าให้ครอบครัวนำทองไปขายก็ถือว่ารับของโจร จึงได้ฝากเพื่อนไปขาย และได้นำเงินก้อนแรกมาก่อน 200,000 บาทและหลังจากนั้นในวันที่ 7 มีนาคม จะนำเงินที่ขายทองก่อนหน้ามาให้
โดยหลังจากได้เงินจอง 200,000 บาทแล้ว นายทิวได้ข้ามฝั่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อไปเล่นพนันโดยมีเพื่อนชื่อนายดิว ได้แลกชิปอีก 700,000 บาทให้เอาไว้เล่นพนัน ภายหลังจากเล่นการพนันทำให้หมดเงินไปแล้วกว่า 500,000 บาทและได้นำเงินที่แลกชิปกลับอีก 100,000 กว่าบาท จึงมีต้นทุนอยู่ 300,000 กว่าบาท นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อใจว่าเมื่อขายทองในเมืองไทยไม่ได้ขายต่างประเทศได้ราคาเท่าไหร่ก็จะได้เงินก้อนนี้มาอีก
และจากคำให้การทั้งหมดเราได้พิสูจน์ทราบโดยให้เจ้าตัวพาไปชี้จุดที่ไปพบกับนายดิวและกำลังตรวจสอบต่อไปว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่เมื่อชี้จุดเรียบร้อยแล้วก็จะไล่ข้อมูลต่อไปว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรเพราะพื้นที่ชายแดนไม่ใช่เป็นทางผ่านด่านชายแดน แต่เป็นช่องทางธรรมชาติที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ในส่วนนี้เราไม่ได้เชื่อคำให้การของนายทิวทั้งหมด
พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวต่อว่า หลังจากที่เหลือเงินอยู่ กว่า 300,000 บาท และเงินสดที่ได้จากร้านทองอีก 160,000 บาทรวมแล้วเกือบ 500,000 บาทนายทิวได้นำไปซื้อรถมอเตอร์ไซต์ยี่ห้อฟอร์ซ่า มือสองให้กับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ราคา 100,000 บาทและวันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาได้ซื้อรถมอเตอร์ไซต์อีกหนึ่งคันราคา 190,000 บาท และเงินส่วนที่เหลือได้ใช้กินและเที่ยว ช่วงระหว่างการหลบหนี และจากคำให้การทิศทางการเดินทางต่างๆทำให้เชื่อได้ว่าทุกอย่างที่พูดมานั้นเป็นเรื่องจริง
นายจะลอ ยังให้การเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่เลือกก่อเหตุภายในห้างสรรพสินค้าดังกล่าว เนื่องจากมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ เคยใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในย่านดังกล่าวมาก่อน จึงทราบเส้นทางเข้า - ออกและสภาพแวดล้อมเป็นอย่างดี
พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวอีกว่า ก่อนลงมือก่อเหตุ ได้วางแผนพิจารณาร้านทองอีกแห่งหนึ่งภายในห้างเดียวกัน แต่พบว่าร้านดังกล่าวมีการเก็บทรัพย์สินเข้าที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งยังมีประชาชนอยู่ภายในพื้นที่จำนวนมาก จึงไม่เหมาะสมต่อการลงมือ กระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. เห็นว่าร้านทองที่ก่อเหตุมีประชาชนบางตา ประกอบกับเป็นช่วงเวลาใกล้ปิดทำการ จึงตัดสินใจลงมือก่อเหตุ นายทิวยังให้การว่าได้ติดตามข่าวการสืบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด และหลบหนีไปกบดานยังประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนจะลักลอบกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อเห็นว่ากระแสข่าวเงียบลง
พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องหาแสดงความสำนึกผิดและยอมรับว่าเคยต้องโทษมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังกลับมาก่อเหตุซ้ำ เนื่องจากความต้องการเงินและติดการพนัน พร้อมกล่าวขอโทษต่อสังคม และยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวไม่ควรมีผู้ใดเอาเยี่ยงอย่าง เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมได้ในที่สุด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จะเร่งติดตามทรัพย์สินที่ถูกนำออกไปจำหน่าย และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมตามกฎหมายต่อไป
ด้าน นายจะลอ ผู้ต้องหา ให้การด้วยน้ำเสียงสำนึกผิดว่า ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยอมรับว่าการตัดสินใจลงมือกระทำผิดมีปัจจัยจากปัญหาหลายด้านในชีวิต พร้อมฝากเตือนไปยังผู้ที่คิดจะกระทำผิดในลักษณะเดียวกันว่า ไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เพราะสุดท้ายแล้วไม่สามารถหลบหนีความผิดได้พ้น ไม่ว่าจะหนีไปที่ใดก็ต้องถูกจับกุมดำเนินคดีอยู่ดี โดยเฉพาะในฐานะคนไทย ต่อให้หลบหนีไปต่างประเทศก็ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างยั่งยืน และท้ายที่สุดก็ต้องกลับมารับโทษ
นายจะลอ ยังระบุว่า ชีวิตภายในเรือนจำไม่มีอนาคต แม้จะมีการจัดการเรียนการสอน แต่ผู้ต้องขังจำนวนไม่น้อยไม่ให้ความสนใจ พร้อมย้ำว่าการออกไปทำงานสุจริต แม้จะลำบาก แต่ยังได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ดีกว่าต้องกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำอีก
สำหรับสาเหตุของการก่อเหตุ นายจะลอ กล่าวว่า ต้องการรถจักรยานยนต์ และมีแผนนำทองคำที่ได้ไปจำหน่ายยังฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากเห็นว่าทำได้ง่ายกว่า อีกทั้งไว้วางใจเพื่อนที่เป็นชนเผ่าเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าไม่กล้าจำหน่ายเอง เพราะเกรงว่าจะถูกจับกุม
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า คิดว่าตนเองมีความชำนาญและไม่เข็ดหลาบหรือไม่ นายจะลอ ตอบว่า ไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่เห็นว่าไม่ว่าถือทองไว้หรือจำหน่ายก็มีความเสี่ยงถูกจับกุมอยู่ดี จึงตัดสินใจลงมือเพราะมองว่าอย่างน้อยยังมีโอกาสได้ผลประโยชน์บางส่วน โดยอ้างว่าไม่มีทางเลือก และหางานทำได้ยาก เนื่องจากเคยประสบอุบัติเหตุถูกน้ำมันลวกที่ขา
ในส่วนของการปลอมตัว นายจะลอ ระบุว่า ได้แนวคิดจากภาพยนตร์ที่เคยชม และเห็นว่าสามารถทำได้จริง ส่วนวิกผมที่ใช้ในการก่อเหตุ ได้นำมาจากบริเวณใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งของที่ประชาชนนำไปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทั้งนี้ ยืนยันว่า ลงมือก่อเหตุเพียงลำพัง ไม่มีผู้ร่วมขบวนการ และไม่ได้ตรวจนับจำนวนทองคำที่ได้ไป โดยทราบข้อมูลจำนวนจากการติดตามข่าวภายหลัง พร้อมทิ้งท้ายว่า รู้สึกสำนึกผิดกับการกระทำในครั้งนี้ และยอมรับว่าเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนหน้านี้แล้ว
ต่อมาตำรวจคุมตัวนายจะลอไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ย่านสุขุมวิท ท่ามกลางผู้คนและพนักงานภายในห้างที่คอยสังเกตการณ์ โดยจุดแรกตำรวจได้ให้นายจะลอ สาธิตช่วงที่นั่งรอและสังเกตการณ์อยู่ฝั่งตรงข้ามร้านทองที่เกิดเหตุอีกหนึ่งร้าน เนื่องจากร้านดังกล่าวปิดและเก็บทองรูปพรรณเข้าตู้เซฟแล้ว จึงทำให้นายจะลอเลือกร้านทองที่เกิดเหตุ ซึ่งจังหวะพอสบโอกาสช่วงที่พนักงานร้านทองดังกล่าวเผลอ และประตูร้านทองอัตโนมัติเปิดแง้มอยู่ นายจะลอจึงได้สไลด์ตัวผ่านประตูอัติโนมัติหน้าร้านทองเข้าไป ซึ่งจุดที่ 2 จุดนี้ เป็นร้านทองที่เกิดเหตุ ตำรวจได้ให้นายจะลอสาธิตช่วงมุดตัวนอนเข้าไป เพื่อเข้าไปก่อเหตุตามคลิปกล้องวงจรปิด ก่อนจะชี้จุดที่หยิบทองและหลบหนีไป
จากนั้นจุดที่ 3 บริเวณจุดคลองประเวศบุรีรมย์ ซึ่งเป็นจุดที่นายจะลอ ขี่รถจักรยานยนต์ เพื่อนำปืนมาทิ้ง จากนั้นได้ขี่รถจักรยายนต์ไปอีก 500 เมตร ตามกล้องวงจรปิดที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้ เพื่อทิ้งรถจักรยานยนต์กลางคลอง ก่อนจะลอยคอกลับมาบริเวณจุดทิ้งปืน เพื่อขึ้นรถแท็กซี่หลบหนีตามไทม์ไลน์
Advertisement