
วันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 09.00 น.นางจำนงค์ พรมสำโรง อายุ 65 ปี และนายจารีต อุกฤษ อายุ 67 ปี สองสามีภรรยา ชาวตำบลลำนางแก้ว อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา เข้าแจ้งความร้องทุกข์หลังตกเป็นเหยื่อขบวนการทนายความปลอมหลอกลวงเงินไปกว่า 340,000 บาท จากความหวังเพียงหนึ่งเดียวในการช่วยลูกชาย ที่ถูกคุมขังคดียาเสพติด
ก่อนเข้าแจ้งความสองสามีภรรยา ยังได้เดินทางไปกราบสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอปักธงชัย เพื่อขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยหาทางออกชีวิต หลังตกอยู่ในสภาพหนี้สินรุมเร้าเสี่ยงถูกยึดที่นา ซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัว
นางจำนงค์ เปิดใจทั้งน้ำตาว่า บุตรชายถูกดำเนินคดียาเสพติดและถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางนครราชสีมา ตนและสามีไม่รู้จะพึ่งใคร ไม่มีเงินไม่มีเส้นสาย ได้แต่ภาวนาให้มีทางช่วยลูกออกมา จนกระทั่งเดือนเมษายน 2567 ได้โทรศัพท์ไปปรึกษาเพื่อนเพื่อหาทนายความช่วยเหลือคดี
ต่อมาเพื่อนได้แนะนำชายชื่อ “นายต่อ” (ไม่ทราบชื่อ-นามสกุลจริง) ซึ่งอ้างตัวเป็นทนายความนัดมาพบที่บ้านพัก ในพื้นที่ ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย และรับปากว่าจะช่วยประกันตัว พร้อมยื่นอุทธรณ์คดีให้บุตรชาย โดยเรียกเงินก้อนแรก 10,000 บาท
จากนั้นนายต่อ อ้างว่าต้องใช้เงินเพิ่มอีก 150,000 บาท เพื่อดำเนินการขอลดโทษตามมาตรา 100/2 แต่สองสามีภรรยาไม่มีเงินสด มีเพียงโฉนดที่นาเนื้อที่ 5 ไร่ ซึ่งเป็นที่ทำกินเพียงผืนเดียวของชีวิต
วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายต่อนัดไปทำสัญญาขายฝากที่สำนักงานที่ดิน อ.ปักธงชัย โดยมีนายหน้า 2 คน คือหญิงชื่อ “นางติ้ม”และสามี ร่วมดำเนินการ ทำให้ผู้เสียหายได้เงินจากการขายฝากที่ดินจำนวน 253,000 บาท ก่อนนำไปมอบให้นายต่อทันที 200,000 บาท ด้วยความหวังว่าจะช่วยลูกชายได้พ้นคุก
แต่เรื่องยังไม่จบเดือนมิถุนายน 2567 นายต่อยังเรียกเงินเพิ่มอีก 250,000 บาท อ้างว่าใช้เป็นหลักทรัพย์ในการสู้คดี สองสามีภรรยาจึงต้องไปกู้เงินจาก ธ.ก.ส.มาได้เพียง 130,000 บาท และนำไปมอบให้นายต่อ ที่บริเวณเรือนจำกลางนครราชสีมา นายต่อรับเงินแล้วอ้างว่าจะเร่งดำเนินการให้ทันที
หลังจากวันนั้นนายต่อ ก็หายตัวไปไม่สามารถติดต่อได้อีก โทรศัพท์ไม่รับ ไลน์ไม่อ่าน ทิ้งให้สองสามีภรรยานั่งรออย่างมีความหวังปนความหวาดหวั่น
จนกระทั่งวันที่ 18 พฤศจิกายน 2567 ทั้งคู่ตัดสินใจเข้าเยี่ยมลูกชายในเรือนจำและสอบถามความคืบหน้าคดี กลับพบความจริงสุดช็อกว่าไม่เคยมีทนายความหรือเอกสารใดๆมาให้ลูกชายลงนามเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์คดีเลยแม้แต่นิดเดียว จึงรู้แน่ชัดว่าถูกหลอกอย่างเลือดเย็น
ปัจจุบันที่นา 5 ไร่ที่นำไปขายฝาก ต้องส่งดอกเบี้ยเดือนละ 6,000 บาท ค้างชำระมาแล้วกว่า 5 เดือน เสี่ยงถูกยึด ซ้ำยังมีภาระหนี้ ธ.ก.ส.อีก 130,000 บาท นางจำนงค์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนและสามีแทบหมดแรงหมดหวังจนเคยคิดสั้น “อยากกินยาตายหนีปัญหา”
ล่าสุดสองสามีภรรยาได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายต่อและผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายจนถึงที่สุด พร้อมฝากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อบุคคลอ้างตัวเป็นทนายความ โดยไม่ตรวจสอบ เพราะอาจต้องสูญเสียทุกอย่างเหมือนครอบครัวตน
Advertisement