
จากกรณี นางสาวณภาลินี หรือ น้ำ อายุ 27 ปี โพสต์ข้อความระบายเรื่องราว การเตรียมงานแต่งของตัวเองกับนายเก้า แฟนหนุ่ม แต่สุดท้ายจับได้ว่าว่าที่เจ้าบ่าวแอบไปจดทะเบียนสมรส และถ่ายพรีเวดดิ้ง กับแฟนเก่า โดยก่อนหน้านี้ แฟนเก่าของนายเก้าเคยทักมาว่ายังคบกับนายเก้าอยู่ ซึ่งทุกคนได้มีการตกลงกันแล้ว เนื่องจากฝ่ายชายยืนยันว่าเลิกกับแฟนเก่าอย่างเด็ดขาด

ซึ่งขณะนี้ นางสาวณภาลินี หรือ น้ำ อายุ 27 ปี ต้องการให้นายเก้าชดใช้ค่าเสียหายการเตรียมงานแต่งคืน โดยคิดค่าเสียหายจำนวน 40,000 บาท แต่หลังจากที่ตกลงกันไม่ได้ นางสาวณภาลินี หรือ น้ำ จึงตัดสินใจขอเรียกค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท แบ่งเป็นค่างานแต่งกับค่าทำให้อับอาย

วันที่ 1 ธ.ค. 65 ครูน้ำ หรือ น.ส.ณภาลินี สินทอง อายุ 27 ปี เล่าย้อนกลับไปให้ทีมข่าวฟังว่าจริง ๆ ตนเองกับทางครูเก้า รู้จักกันช่วงวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการจัดสัมมนาอบรมครูของเขตการศึกษาจังหวัดจันทบุรี โดยวันที่เจอกันเขาเองเป็นฝ่ายที่มาตีสนิท และบอกว่าจะอาสาถ่ายรูปให้ ก่อนมีการแลกไลน์กันเพื่อเเลกเปลี่ยนรูปกัน ทั้งนี้หลังจากที่อบรมเสร็จช่วงเย็น เขาเองก็ทักมาหา และชวนพูดเชิงคล้ายว่าหยอด และใช่คำพูดแบบเหมือนจะจีบกัน ทั้งในไลน์ และต่อหน้า จนครูๆ หลายคนก็เห็นและยังมีการแซวกัน หลังจากนั้นตนเองก็เริ่มรู้สึกว่าเขาเองคล้ายจีบจริง แต่ยังไม่ได้คิดอะไร เพราะแฟนเก่าของตนเองยังตามง้ออยู่

หลังจากที่อบรมเสร็จและกลับบ้านไปที่จันทบุรี ทางฝ่ายชายก็ได้ทักมาและมีการชักชวนไปหาไรกิน คุยกันทุกวัน ซึ่งยอมรับตอนนั้นตนเองก็เริ่มเปิดใจแล้วเพราะว่าทางแฟนเก่าเองง้อไม่สำเร็จ กระทั้งผ่านไประมาณ 4-5 วัน ตรงกับช่วงประมาณ 20 ก.ย.ทางฝ่ายชายก็ได้มาส่งตนที่บ้านพร้อมกับมาพูดคุยกับทางบ้าน โดยทางคุณพ่อและคุณแม่ของตนเองก็เรียกไปคุย เชิงสอบถามว่าเป็นลูกใคร อาชีพอะไร แล้วมีแฟนหรือมีครอบครัวยัง ซึ่งเขาเองยืนยันชัดเจนว่าไม่มีครอบครัว และไม่มีแฟน ตลอดจนสัญญาว่าจะรักและดูแลตนในฐานะแฟน ณ วันนั้น ก่อนที่ทางเขาเองก็ได้มีการขนเข้าของและเอาเสื้อผ้า ตลอดจนกรอบรูปที่เขารับปริญญามาที่บ้าน เพื่อที่จะมาขออยู่ด้วย อ้างว่าขี้เกียจอบู่ที่บ้านพัก ด้วยความที่เขาเองเป็นคนดีและสม่ำเสมอมาตลอดระยะเวลาที่คุยกัน 15 วัน ทางพ่อและแม่ตนก็ตัดสินใจให้เขาย้ายเข้ามาอยู่ เพื่อช่วยดูแลตนด้วย ซึ่งตนเองก็ไม่ได้พบพิรุธหรือปัญหาอะไรทั้งสิ้น กระทั้งผ่านไปก็มีการเปิดตัวตนทางเฟซบุ๊กขึ้นสถานะเเฟน มีการพาไปรู้จักพ่อแม่ของฝ่ายชาย และเพื่อนๆของเขา คือทุกอย่างปกติมากไม่มีอะไรที่ทำให้ตนเองทราบว่าเขากำลังคบซ้อน



กระทั้งวันที่ 25 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้มีเฟซบุ๊กของผู้หญิงรายหนึ่ง ซึ่งทราบชื่อ "ย" (ภรรยาคนปัจจุบันที่จดทะเบีบนกับครูเก้า) ได้มีการทักมาหาผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัส คล้ายว่าสอบถามตนว่าคือใคร และเป็นอะไรกับ ครู ก. ตนก็ได้ชี้เเจงรายละเอียด ก่อนที่จะมีการโทรคุยกับ .ค่งทราบว่าทางผู้หญิงคนดังกล่าวบอกว่าเขาเองก็เป็นแฟนของครู ก. และมีการหลับนอนกันมาตลอดมีการชื้อบ้านร่วมกัน ก่อนที่ตนจะขอหลักฐาน และข้อมูล และทำให้ทราบว่าเป็นเรื่องจริง หลังจากนั้นตนเลยติดต่อไปยังทางครู ก. เพื่อพูดคุย ทางครู ก.เองก็บอกว่าจบกันไปแล้วและแสดงความ บริสุทธ์ใจโดยการต่อส่ยตรงโฟนอินกัน 3 คน ซึ่งทางฝ่ายชายเองวันนั้นก็ขอเลิกกับทางอีกฝ่าย ตลอดจนฝ่ายหญิงก็บอกว่าจะเลิกให้และไม่เอาฝ่ายชายแล้ว มันเลยทำให้ตนเชื่อมั่นว่าเขาทั้งคู่เลิกรากันจริง เลยตัดสินใจเดินหน้าต่อ คบหาดูใจกันต่อ



หลังจากนั้นประมาณช่วงต้นเดือน ต.ค.ประมาณวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมาทางฝ่ายชายได้ตัดสินใจขอตนแต่งงาน และมีการวางเเพลนพูดถึงงานแต่ง ด้วยความที่ตนเองเป็นพิธีกรและรับงานออแกไนซ์อยู่แล้ว ฝ่ายชายเลยให้ตนเป็นคนตัดสินใจเลือกเองทุกอย่าง ซึ่งด้วยความที่เขาเองบอกว่าไม่มีเงิน เราเองก็ไม่ได้แจ้งเรื่องเงินในใจคือตอนนั้นคงรอให้สรุปบอดทีเดียวแล้วค่อยคุยกันเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งยืนยันว่าทางฝ่ายเป็นคนรับรู้ว่าเราเองมีการเดินหน้าและใช้จ่าบเกี่ยวกับงานแต่งทุกอย่าง อีกทั้งพรื่องเสื้อผ้า ชุด ตนก็เป็นคนพาเขาไปเลือกที่ห้างแห่งหนึ่ง ไปวัดไซต์ชุดต่างๆ และชื้อของใช้อย่างอื่น รวมทั้งสิ้นในช่วงระยะเวลาที่มีการเตรียมงาน จะประกอบไปด้วย
1.ค่ามัดจำออแกไนท์ 45,000 บาท
2.ค่ามัดจำช่างภาพ ช่างแต่งหน้า 7500 บาท
3.ค่าชุดถ่ายพรี และชุดงานเลี้ยง ไปซื้อสดที่แพลตตินั่ม
ประมาณ รวม 5,000 บาท
4.ค่าพิมพ์การ์ดแต่งงาน 3,000 บาท
5.ค่าสถานที่ยังไม่ได้จ่าย (ไม่มีแล้วเพราะพ่อแม่ตกลงให้ว่าจ่ายหลังจบงาน)
6.ค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ 10,000 บาท
ซึ่งระหว่างที่มีการเตรียมงานนั้นก็ทุกอย่างผ่านไปดี จนประมาณช่วงวันที่ 28 ต.ค. ทางฝ่ายหญิงก็ได้ทีกหาตนอีกครั้งเหมือนว่าร้องขอความช่วยเหลือให้ทาง "ครู ก." ฝ่ายชายเองเลิกยุ่งเกี่ยวกับเขา อ้างว่าทาง "ครู ย." (แฟนคนปัจจุบัน) มีแฟนใหม่แล้ว อย่าให้เขามายุ่งเกี่ยวอีก ซึ่งพอตนได้รับฟังตนก็ไปสอบถามทางฝ่ายชาย ฝ่ายชายเอ้างแค่ว่าติดต่อไปเพื่อความเป็นห่วงและสงสารเขา ไม่มีอะไร ก่อนที่ตนและทางครู ก.จะมีการทะเลาะกันเล็กน้อย

เหตุการณ์ครั้งสุดท้ายตนมีอาการป่วยซึมเศร้าจนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เนื่องจากเครียดและคิดมาก ก่อนที่ช่วงบ่ายวันที่ 7 พ.ย.ทางฝ่ายชายได้ตัดสินใจที่จะเลิกรากับตนโดยเขาได้เข้าไปปรึกษากับทาง พ่อและแม่ของตน อ้างว่าด้วยความที่เขาเองไม่กล้าดูแลตนเนื่องจากมีอาการป่วยซึมเศร้า หวั่นว่าจะทำให้คิดมาก พร้อมอ้างเหตุผลเรื่องอาการป่วยของตนมา ด้วยความที่พ่อกับแม่ของตนคิดว่าเขาเองคงพูกเรื่องจริง และห่วงลูกสาวเขา เลยบอกว่าไม่เป็นไร พร้อมมีการพูดคุยเรื่องค่าเตรียมงานส่วนหนึ่ง จำนวน 40,000 บาทจากยอดเต็ม 1 แสน โดยเขาเองก็พร้อมจะช่วยออกในส่วนนี้ ก่อนที่เขาจะออกไปทิ้งเสื้อผ้าบางส่วนไว้ที่บ้านตน
หลังจากนั้นตนเองก็ไม่สามารถติดต่อเขาได้ เนื่องจากเขาบล็อคทุกอย่าง ทุกช่องทาง ตนเลยตัดสินใจเดินทางไปหาเขาที่บ้านพักของโรงเรียนแห่งหนึ่ง สิ่งที่ตนไปเพราะต้องการจะเอารถจักรยานยนต์คืน เนื่องจากก่อนหน้านี้ตนได้มห้เขาเอาไปใช้ ทั้งนี้ตอนที่เจอกันก็มีปากเสียงเล็กน้อย โดยที่ทางฝ่ายชายไปอ้างที่หลังว่าตนบุกไปขอคืนที่ ทั้งที่ตนค้องการไปเอาของคืน
หลังจากนั้นจบกันไปกระทั่งช่วงวันที่ 20 พ.ย. จนก็ไปพบว่าทางฝ่ายชายเองได้ทีการจดทะเลีบนสมรส และมีการกลับไปคลหากับทางแฟนเก่า รวมไปถึงจะมีการแต่งงานกัน ตนเองเห็นแบบนี้เลยมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตนเหมือนโดนหลอกให้คบซ้อน และมองว่าอีกฝ่ายเหมือนตั้งใจจะมาหลอกตน ตนเองเลยตัดสินใจโพสต์ลงไปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามที่อีกฝ่ายสัญญาไว้ว่าจะรับผิดชอบจำนวน 40,000 บาท เพราะที่ผ่านมาตนเองไม่สามารถติดต่อหรือทักหาได้ ยืนยันว่าที่ผ่านมาทางฝ่ายชายเอง รับรู้มาตลอดเกี่ยวกัลเรื่องการเตรียมการงานแต่ง แต่ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องเงินเป็นกิจจาลักษณะ ตลอดจนทางฝ่ายชายเองก็รับรู้ส่าตนป่วยซึมเศร้ามานานกว่า 5 ปี เพราะเขาเองถามถึงสาเหตุการเลิกกับแฟนเก่า ซึ่งตนก็เล่าอาการป่วยให้ฟัง เขายังสัญญาจะดูแลตนอยู่เลย ถามว่าแล้วที่ผ่านมาเราเองเวลามีอากาเคยทำร้ายหรืออาละวาดใส่เขาบ้างไหม ทางเจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคย อีกทั้งตนเองพยายามซับพอร์ตเขาเองทุกเรื่องเวลาที่เดือดร้อน รวมไปถึงทางเขาเองยังมาขอความช่วยเลหอเรื่องการเงิน เคยพูดถึงประเด็นที่เขาเคยติดพนันบอลจำนวนหนึ่ง เมือ 2 ปีก่อน และต้องเอาบ้านที่มีอยู่ในปัจจุบันเข้าธนาคาร
ย้ำว่าวันนี้เองหลังจากที่ออกรายการและได้มี โอกาสพูดคุยกับทางฝ่ายชาย ส่วนตัวจะให้โอกาสเขาอีกหนึ่งครั้ง โดยจะให้เวลาภายในสิ้นปีนี้ให้อีกฝ่ายติดต่อมาเพื่อเจรจารับผิดชอบในส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย โดยตอนนี้เองตนตั้งจำนวนเงินไว้ประมาณ 100,000 บาท พี่จะต้องมีการชดใช้ จากเดิมที่มีการพูดคุยไว้แค่ 40,000 บาท หากภายในสิ้นปีนี้อีกฝ่ายหญิงหนึ่งยังไม่ติดต่อมา ตนเองก็จะเดินหน้าแจ้งความดำเนินคดีตลอดจนเอาผิดทางวินัยของข้าราชการ ตอนอยากฝากให้ฝ่ายชายและทางผู้หญิงคนปัจจุบัน คิดให้ดีๆ ว่าจะยอมเสียเงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่ ตนออกมาวันนี้แม้ว่าจะโดนตราหน้าและหลายคนหาว่าอยากได้ผู้ชายคือ แต่ตนก็ยอมเเลก เพื่อศักดิ์ศรีของตนและครอบครัว ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครอีก ตลอดจนเรื่องที่ทางฝ่ายชายออกมาชี้แจงหลังเกิดเรื่อง ยืนยันว่าไม่มีความจริง ตนเสียหาย เนื่องจากเรื่องบางเรื่องไม่ใช่ตามที่ฝ่ายชายพูด

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีได้ติดต่อไปหานางสาวเยล อายุ 32 ปี ภรรยาของครูเก้า ซึ่งทำงานเกี่ยวกับด้านการศึกษาเช่นกัน (สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จันทบุรี) ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า เหตุที่เกิดขึ้นค่อนข้างกระทบกับสภาพจิตใจของตน โดยตนคบหากับครูเก้ามานานกว่า 1 ปี แต่มีปัญหาระหองระแหงกันในช่วงกันยานยน 65 ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้เลิกกัน ซึ่งในขณะนั้นครูเก้าก็ได้พบเจอกับนางสาวณภาลินี หรือ น้ำ จนตนทราบภายหลังว่าครูเก้าคบหากับอีกฝ่าย โดยครูเก้ายอมรับว่าได้เจอกับอีกฝ่าย และมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน สุดท้ายตนก็ได้เลิกรากับครูเก้า

จากนั้น ตนก็กลับมาคืนดีกับครูเก้าในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน โดยครูเก้าได้ง้อตนและยืนยันกับตนว่าเลิกกับอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาดแล้ว ซึ่งด้วยอายุของตนกับครูเก้า ตนคิดว่าเหมาะสมในการสร้างครอบครัวแล้ว ตนกับครูเก้าจึงตัดสินใจจนทะเบียนสมรสกันในวันที่ 22 พ.ย. 65
เหตุที่เกิดขึ้น ตนสามารถพูดได้ว่าครูเก้าเป็นฝ่ายผิด ผิดต่อผู้หญิงทั้ง 2 ฝ่าย โดยตนไม่สามารถพูดอะไรได้มาก เนื่องจากเหตุเกิดขึ้นจากครูเก้า คงต้องให้ครูเก้าเป็นคนชี้แจงเอง ตนย่อมมีความโกรธสามี แต่เมื่อเหตุการณ์บานปลาย ตนคงทำได้แค่คอยเป็นฝนห่วงและให้อภัยสามี เนื่องจากจากนี้ครูเก้าคงต้องจัดการเกี่ยวกับคดีความและชี้แจงทางวินัยกับผู้บังคับบัญชา ส่วนตนก็มีความกังวลเกี่ยวกับการงานของตัวเองเช่นกัน จากนี้ ตนจะบอกให้ครูเก้าคุยเผชิญหน้าความจริงกับทุกฝ่าย เพื่อที่จะได้ตกลงเรื่องราวให้จบลง

นางสลิลทิพย์ นิลัยมั่น อายุ 60 ปี แม่ของครูน้ำ เปิดใจยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ก่อนหน้านี้ตนเองยังเห็นใจฝั่งฝ่ายชาย เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่าทางเจ้าตัวเองค่อนข้างเป็นคนที่มี ความรับผิดชอบ และคิดมาตลอดว่าเขาเป็นคนดี สามารถดูแลลูกสาวของตนได้ โดยระหว่างที่มีการคบหาดูใจนั้น ทางฝ่ายชายได้เดินทางมาอยู่กินที่บ้านของตน และมีการพูดกับตน ว่าเค้าเองยังไม่มีครอบครัวหรือมีแฟน สัญญาว่าจะดูแลลูกสาวของตนเป็นอย่างดี จนมีการพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับการแต่งงาน และมีการตกลงที่จะจัดงานในช่วงต้นปีหน้า
แต่พอไปไปมามาช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ปรากฏว่าทางฝ่ายชายเองมาคุยและปรึกษากับตน ว่าเค้าเองกังวลหากจะมีพิธีวิวาห์ เนื่องจากไม่ทราบว่าทางลูกสาวตนนั้นมีอาการป่วยซึมเศร้า หากมีการแต่งงานไปแล้วจะดูแลลูกสาวของตนไม่ดีพอ เลยจากขอยุติการแต่งงานพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนเป็นเงินจำนวน 40,000 บาท ด้วยความที่ตอนนั้นตนเองเอ็นดูและคิดว่าเค้าเองคงมีความหวังดีกับทางลูกสาว เลยตัดสินใจให้เขาสามารถผ่อนชำระจ่ายครั้งละ 2,000 ถึง 3,000 ได้ ซึ่งตนเองยังบอกกับเขาวันนั้นที่ออกจากบ้านว่าให้เดินทางมาเยี่ยมลูกสาวของตนบ้างนะ เค้าเองก็ตอบตกลง

กระทั่งเมื่อเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้นต้น และได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาในวันนี้ผ่านรายการหนึ่ง ทำให้ตนมีความคิดเปลี่ยนและทำให้ทราบว่านิสัยของเค้าจริงๆแล้วเป็นคนอย่างไร ที่ผ่านมาตนคิดว่าเค้าเองจะเป็นคนดี แต่สุดท้ายพฤติกรรมและนิสัยของเค้าในวันนี้ที่มีการพูดคุยผ่านรายการมันทำให้ตนตาสว่าง ต้นอยากจะยกมือไหว้และขอบคุณฝ่ายชายที่สามารถออกไปจากชีวิตของลูกสาวตนได้ ยืนยันไม่เสียใจแต่เสียความรู้สึก ความหวังดีที่เคยมีให้วันนี้หมดแล้ว ย้ำว่าหลังจากนี้ตนจะเรียกร้องเงินจำนวน 200,000 บาทจากฝ่ายชาย จะมีการชดใช้หรือผ่อนชำระอย่างไรให้อีกฝ่ายมาพูดคุย แต่ตนไม่ยอมแน่ ยอมรับว่าส่วนตัวว่าตอนนี้กังวลกับความรู้สึกของลูกสาว เนื่องจากอาการป่วยซึมเศร้าประจวบกับที่ต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้

ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีเดินทางมาโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.จันทบุรี ซึ่งนายเก้าทำงานเป็นครูอยู่ ทีมข่าวได้พยายามสอบถามถึงเหตุที่เกิดขึ้น พร้อมเปิดช่องทางให้นายเก้าได้ขอโทษฝ่ายหญิง แต่นายเก้ายังไม่พร้อมที่จะให้สัมภาษณ์กับทีมข่าว โดยบอกกับทีมข่าวว่า ตนรู้สึกเครียด ยังไม่อยากพูดถึงเรื่องค่าเสียหาย แต่เหตุที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกับภรรยาที่เพิ่งจดทะเบียนสมรสไป เบื้องต้นตนได้รายงานเหตุดังกล่าวให้กับผู้บังคับบัญชาทราบแล้ว โดยหากตนพร้อมที่จะพูดกับทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ตนจะติดต่อทีมข่าวอมรินทร์ทีวีในภายหลัง
Advertisement