
เมื่อเวลา 21.50 น. วันที่ 13 พ.ย. 65 นางสาวเมขลา ไชยสิทธิ์ อายุ 48 ปี พร้อมสามีชาวมาเลเซีย ได้นำคลิปเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ต.วัฒน์พงศ์ จำนงอุดม พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ว่าทางครอบครัวถูกคู่กรณีที่เป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ยกพวกชายฉกรรจ์ 10 กว่าคนบุกไปทำร้ายคนในบ้านบาดเจ็บ 3 คนในยามวิกาล

คลิปดังกล่าวเกิดขึ้นที่บ้านหนองบุ ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี ชายฉกรรจ์มากกว่า 10 คน บุกเข้าไปในบ้านหลังดังกล่าวของผู้เสียหาย ยืนคุมเชิงอยู่หน้าบ้านทั้งเอากระติกน้ำและขวดปาเข้าไปใส่ในบ้าน จนคนในบ้านต้องร้องขอชีวิต

ล่าสุด วันที่ 16 พ.ย. 65 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุ ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี มีลักษณะเป็นบ้านปูนชั้นเดียวตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน นางเมขลา ไชยสิทธิ์ อายุ 48 ปี มีร่องรอยบาดแผลที่ใบหน้า และแขนเป็นรอยช้ำตามร่างกาย เล่าว่า ตนมีอาชีพเป็นหมอนวดแผนโบราณ ส่วนสามีเป็นช่างแอร์ชาวมาเลเซีย

เมื่อบ่ายวันที่ 13 พ.ย. 65 น้องเจมส์วัย 7 ขวบ ซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กมาเล่าให้ฟังว่า ได้ทะเลาะกับน้องภูผา อายุ 8 ขวบ ลูกชายคู่กรณี ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน แต่ทั้งคู่ก็ได้ปรับความเข้าใจ และคืนดีกันแล้วตามประสาเด็ก แต่ต่อมาน้องการ์ตูน อายุ 11 ขวบ พี่สาวน้องภูผากลับไม่ยอม และได้ตบหน้าน้องเจมส์ 2 ครั้ง จนเป็นรอยฝ่ามือที่หน้าและพยายามตามมาเอาเรื่องที่บ้าน พร้อมกับบอกตนเองว่า น้องเจมส์ถีบน้องภูผาจนกางเกงแบรนด์เนมเป็นรอยเท้า ให้ตนสั่งสอนลูกด้วย ตนจึงตอบไปว่า น้อง 2 คนทะเลาะกัน ในฐานะที่เป็นพี่ทำไมไม่สอบถามเรื่องราว ทำไมต้องตบหน้าน้องเจมส์ แถมมาสั่งสอนผู้ใหญ่ถึงบ้าน "ครูไม่สั่งสอนหรอ" ทำให้น้องการ์ตูนไม่พอใจ เดินกลับบ้านไปฟ้องพ่อกับแม่

จนกระทั่งเวลา 17.00 น. แม่น้องการ์ตูนคือนางสาวกิฤษณี เพียโย อายุ 36 ปี ได้มาหาตนที่บ้านกับเพื่อน ถามว่าลูกทะเลาะกันจะเอายังไง ตนก็บอกว่าจะเอาแบบไหนก็ได้ จากนั้นนางสาวกิฤษณีใช้โทรศัพท์ตบหน้าตนและกระชากผมล้มเข้าไปในป่าหน้าบ้าน ซึ่งลูกสาวตนและน้องสาวที่อยู่ด้วยได้เข้ามาห้ามให้แยกกัน แต่แยกไม่ออก น้องสาวตนจึงตบหน้านางสาวกิฤษณี 3 ครั้งจึงหยุดและแยกย้ายกันเข้าบ้าน
จากนั้นเวลาประมาณ 19.00 น. นางสาวกิฤษณีกลับไปฟ้องผัว พากันขี่รถจักรยานยนต์มาที่บ้านตน พร้อมลูกน้องไม่ต่ำกว่า 10 คน ถามหาบ้านน้องเจมส์อยู่ไหน ด้วยความที่ตนเองเห็นว่าผู้ใหญ่จะมาคุยเรื่องเด็ก จึงบอกไปว่าบ้านหลังนี้คือบ้านของน้องเจมส์ จากนั้นผัวของนางสาวกิฤษณีก็คือนายขันติ ได้โยนหมวกกันน็อกเข้ามาในบ้าน และนำลูกน้องที่เป็นชายฉกรรจ์มากกว่า 10 คน เข้ามารุมทำร้ายสามีของตนเอง โดยการใช้ขวดเบียร์ทุบหัวแตกเป็นปากฉลาม และแทงหลังสามีตน ส่วนอีก 5 คน เข้ามารุมทำร้ายตน ด้วยการชกหน้าตนจนล้มและรุมกระทืบ แต่โชคดีลูกสาวเข้ามาช่วยดึงตนเข้าไปในครัว ไม่เช่นนั้นคงโดนกระทืบตาย ซึ่งในขณะที่ลูกสาวได้ถ่ายคลิป ยังโดนคู่กรณีเตะจนโทรศัพท์หลุดมือ

ตนยอมรับว่าตกใจมาก ไม่คิดว่าต้นเหตุจากเด็กทะเลาะกันจะทำให้ตนเองและครอบครัวถูกบุกมาทำร้ายถึงบ้าน หลังจากคู่กรณีพาลูกน้องกลับไปได้สำรวจความเสียหาย พบว่าพัดลม กระติกน้ำแข็ง หมวกกันน็อกแตกพังเสียหาย ส่วนสามีมีบาดแผลโดนขวดแทงตรงแผ่นหนัง และเจ็บตามร่างกาย ส่วนตนเองถูกชกและกระทืบหน้าบวมจึงโทรแจ้งตำรวจ โดยมีรถกู้ชีพมารับตนไปโรงพยาบาล เสร็จแล้วตนไปแจ้งความที่โรงพัก ก็พบคู่กรณีมาแจ้งความเช่นเดียวกันว่าถูกคนในบ้านทำร้ายนางสาวกิฤษณีก่อน
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากเกิดเหตุ คู่กรณีก็ยังขับรถมาข่มขู่ตนและครอบครัวที่บ้านทุกวัน ถึงตอนนี้รู้สึกไม่ปลอดภัยเนื่องจากที่บ้านมีแต่ผู้หญิงเด็กและคนแก่ ไม่รู้ว่าเขาจะบุกมาทำร้ายตอนไหนอีก ยืนยันที่ผ่านมาถึงจะอยู่หมู่บ้านเดียวกัน แต่ไม่เคยรู้จักหรือเคยมีเรื่องกันมาก่อน ส่วนเรื่องคดียืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ทีมข่าวได้เดินทางไปยังบ้านคู่กรณี ห่างกันประมาณ 200 เมตร นางกฤษณี เพียโย อายุ 36 ปี และนายขันติ เพียโย อายุ 37 ปี เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า วันเกิดเหตุน้องภูผา ลูกชายไปมีเรื่องกับลูกของคู่กรณีจริง แต่ที่ต้องไปเคลียร์กับคู่กรณีจนต้องตบกัน เป็นเพราะว่า ลูกสาวคือน้องการ์ตูนถูกนางเมขลาต่อว่าเสียหายว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน และยังผลักหัวน้องสาวตนเองที่ชื่อว่าน้องพลอย ในขณะที่เด็กไปเคลียร์ปัญหากันกับนางเมขลา
เหตุการณ์ที่นางเมขลา กล่าวหาว่าตนเองเอาโทรศัพท์ไปตบหน้าก่อน ขอชี้แจงว่าตนเองไม่ได้ตบ แต่เป็นการสะบัดโทรศัพท์ iPhone14 ProMax ไปถูกหน้านางเมขลา ในขณะที่ตนเองดึงหัวกันกับนางเมขลา จากนั้นน้องสาวของนางเมขลาก็เข้ามารุมตบตนเอง จนตนเองรู้สึกเจ็บ ก็เลยไลน์ไปบอกสามีและปักหมุดว่าถูกรุมทำร้ายอยู่ที่หน้าบ้านนางเมขลา กระทั่งสามีขับรถมาหาและขอยืนยันว่าสามีไม่ได้พาลูกน้องมา ลูกน้องสามีที่เห็นในคลิปเขามากันเอง ไม่ได้เป็นการชวนกันมา เพราะสามีไลน์ทิ้งไว้ในไลน์กลุ่มคนงานว่ามีเรื่อง
ตอนเกิดเหตุมีลูกน้องเข้าไปในบ้านแค่คนเดียว ที่เหลือยืนอยู่หน้าบ้าน ส่วนบาดแผลที่คู่กรณีอ้างว่าถูกขวดตีและถูกฟันนั้นคือความชุลมุน คู่กรณีเดินไปสะดุดล้มเองหรือเปล่า ยืนยันว่าสามีกับลูกน้องทุกคนอยู่แค่หน้าบ้าน ไม่ได้ก้าวเข้าไปในบ้านสักนิด ส่วนที่ลูกสาวคู่กรณีกล่าวหาว่าตนเองกับสามีขับรถไปหาเรื่องหลังเกิดเหตุ ขอยืนยันว่าไม่ได้ไปหาเรื่องใคร ที่ต้องขับรถผ่านหน้าบ้านคู่กรณีเป็นเพราะว่าไปตามหาโทรศัพท์ลูกชายที่หายไปในวันเกิดเหตุ สำหรับเรื่องคดีหากคู่กรณีไม่ยอมความก็คงต้องต่างคนต่างดำเนินคดีกัน ยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายตนเองไม่ได้เป็นคนไปหาเรื่องใครก่อน

ด้านนายขันติ เพียโย อายุ 37 ปี บอกว่า วันนี้ปวดหัวมากจนไม่เป็นอันทำงาน เรื่องคดีก็เป็นไปตามภาพ คงจะปล่อยให้ทนายหาหลักฐานไปสู่กันในชั้นศาล ยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนเองไม่ได้เรียกลูกน้องไปที่บ้านคู่กรณี ที่ต้องไลน์ทิ้งเอาไว้ในกลุ่มจนลูกน้องรู้ เป็นเพราะว่าตอนเกิดเหตุตนเองไม่ได้อยู่ในพื้นที่ แค่จะบอกให้คนในกลุ่มช่วยไปดูภรรยาให้ก่อนเท่านั้น
ยอมรับว่าก่อนจะมีการทำร้ายกัน ตนเองโยนมวกกันน็อกเข้าไปในบ้านคู่กรณีก่อน ที่ต้องโยนเพราะเกิดการบันดาลโทสะ เนื่องจากเคลียร์กันไม่รู้เรื่อง ยืนยันไม่ได้พาลูกน้องไปบุกรุกบ้านใคร เรื่องคดีบุกรุกและทำร้ายร่างกาย ค่อยไปคุยกันที่ศาล ตอนนี้ไม่อยากพูดมาก
Advertisement