
เมื่อวันที่ 25 ก.ค. เวลา 17.12 น. ตำรวจ สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม รับแจ้งมีเหตุแทงกันตายที่สุดถนนพุทธมณฑลสาย7 หมู่ 3 ต.ขุนแก้ว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ที่เกิดเหตุสุดทางถนนพุทธมณฑลสาย7 ติดริมแม่น้ำนครชัยศรี พบรถยนต์กระบะอีซุซุ 4 ประตู แต่งซิ่งสีเหลือง ประตูรถสีดำ สภาพยังติดเครื่องยนต์ประตูแทบขวาเปิดออกทั้ง 2 บาน


ที่นั่งตอนหลังพบศพ นางสาวเบญญา นิคมสืบ หรือ ฝ้าย อายุ 29 ปี ชาว ต.บางกร่าง อ.เมือง จ.นนทบุรี สภาพศพใส่เสื้อสายเดี่ยวสีดำ กางเกงขายาวสีชมพู นอนคว่ำหน้าอยู่ เจ้าหน้าที่จึงนำศพออกมาชันสูตร เบื้องต้นพบว่ามีบาดแผลถูกแทงที่ลำคอหน้าอกท้องแขนทั้ง 2 ข้าง มากกว่า 20 แผล จึงนำส่งชันสูตรอย่างละเอียดที่ รพ.ศูนย์นครปฐม

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวนายนิพนธ์ ผู้ต้องหาได้แล้ว คุมตัวเข้าโรงพัก เพื่อรอแถลงข่าวการจับกุม


วันที่ 26 ก.ค. 65 ทีมข่าวเดินทางมายังโรงพยาบาลนครปฐม สถาบันนิติเวช ครอบครัวเดินทางมารับศพ เพื่อเตรียมนำร่างไปประกอบพิธีทางศาสนา ที่วัดบางเลนเจริญ (บางใหญ่) จ.นนทบุรี

นางอุษณีย์ เพ็ญวงษ์ แม่ของผู้เสียชีวิตระบุว่าลูกสาวตนเองนั่งรถไปกับเพื่อน ช่วงเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 25 ก.ค.65 เพื่อนของลูกก็ได้โทรศัพท์บอกตนเองว่า "แม่ ฝ้ายถูกแทง ไม่หายใจแล้ว" ตนเองก็ยังคิดว่าเพื่อนลูกแกล้งหยอกล้อเล่นกับตนเอง เมื่อถามย้ำเพื่อนของลูกก็ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง อนวอนให้ตนเองเดินทางไปที่เกิดเหตุ ตนเองกำลังทำงานอยู่ ไม่รู้ว่าจะต้องออกไปไหน ขับรถไปยังไง ไปที่เกิดเหตุตรงไหน และเพื่อนลูกสาวได้พูดว่า "ฝ้ายนอนนิ่งกับที่ ไม่หายใจแล้วนะ" ตนเองเสียใจและตกใจมาก

ยอมรับว่านายนิพนธ์ อดีตแฟนของลูกสาวคบหากันได้ประมาณ 2 ปี และเลิกรากันไปแล้วกว่า 5 เดือน ตลอดระยะเวลานั้นก็เดี๋ยวเลิกเดี๋ยวดีกันเป็นประจำ หากมีการนั้นก็จะกลับไปอยู่บ้านของผู้ชาย ส่วนถ้าหากเลิกรากันก็จะย้อนกลับมาอยู่บ้านกับตนเอง ตนเห็นว่าหน้าตาบอบช้ำพกช้ำเขียวจากบาดแผลถูกทำร้ายร่างกาย ตนเองก็เคยบอกเคยห้ามเคยเตือนลูกแล้ว ลูกสาวเล่าให้ฟังบ่อยครั้งว่าถูก นายนิพนธ์ ทำร้ายร่างกายเป็นประจำ มักจะชอบให้ลูกสาวอยู่ที่บ้าน ไม่ต้องออกไปไหนมาไหน ไม่ให้ทำงาน จำเป็นต้องตามผู้ก่อเหตุไปทำงานทุกที่ ตามตลอดเวลาแบบไม่ให้อยู่ไกลห่างจากสายตาเลย

อีกทั้งหากลูกสาวทำงานเอนเตอร์เทนกลับมาได้เงินก็จะยึดเงินไปทั้งหมด และหากขายของออนไลน์ได้เงินก็จะยึดเงินไปทุกบาททุกสตางค์ ลูกสาวจะต้องเป็นคนขอเงินเพื่อที่จะนำเงินไปให้ตนเอง เพื่อช่วยค่าต่าง ๆ ภายในบ้าน ยอมรับว่าเรื่องของการหึงหวงเกี่ยวกับการทำงานนั้น ไม่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน เนื่องจากผู้ก่อเหตุทราบดีว่าลูกสาวทำงานอาชีพเอนเตอร์เทนมาก่อน บางครั้งลูกสาวถูกตบตีทำร้ายร่างกายจนต้องก้มลงกราบแทบเท้า ไปเที่ยวก็โดนทำร้าย

ด้านนายนิพนธ์ หรือ นายเป้ ผู้ก่อเหตุ เคยเข้ามากราบขอร้องอ้อนวอนตนเองให้ลูกสาวกลับมาคบหาคืนดี บอกว่า "ผมจะกลับตัวกลับใจผมไปช่วยฝ้ายทำมาหากิน ฝ้ายมีหนี้ตรงไหน ผมจะช่วยฝ้ายใช้หนี้ และผมขอปรับปรุงตัวใหม่" ตนเองก็เห็นว่าลูกสาวกลัวผู้ก่อเหตุ มาก ตนเองก็พูดจาดี ๆ อยากให้จากแยกจากกันด้วยดี ไม่อยากให้มีปัญหากัน ตนเองก็ให้โอกาสในการปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น และยอมรับให้กลับมาคบกับลูกสาวได้ แต่ก็ยังเป็นเหมือนเดิม กระทั่งมาเกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้

ตนเองมองว่าแค่ดุด่าขึ้นเสียง ตีตบเบา ๆ ลูกสาวก็กลัว สู้ไม่ได้แล้ว ตนเองอยากให้ผู้ก่อเหตุเขาตายตกไปตามกัน อยากให้เจ็บเหมือนกัน อย่างนี้คือการกระทำที่เจตนาต้องการฆ่าเอาชีวิต ทั้งขับตามมาที่บ้าน ตามมาที่ต่าง ๆ และตามตัวจนเจอรถ และขับตามรถ มาใช้อาวุธแทงจนเสียชีวิต ยืนยันว่าลูกสาวเป็นคนขยันทำมาหากิน ทำงานหาเงินได้เดือนละ 80,000-100,000 บาท ลูกสาวไปยอมรับว่าเสียใจมากเพียงพอแล้ว ลูกสาวเป็นเสมือนเสาหลักของครอบครัวเช่นกัน ตนเองไม่เคยพบเจอครอบครัวของผู้ก่อเหตุ อยากให้เข้ารับผิดชอบค่าเยียวยาครอบครัว และการดูแลต่าง ๆ

นอกจากนี้ ช่วงระยะหลังหลังจากที่ลูกสาวเลิกรากับนายนิพนธ์ ตนเองก็ให้หนีไปอยู่กับเพื่อน โดยไม่ให้ย้อนกลับไปอยู่ในสถานที่เดิมที่ตัวของนายนิพนธ์รู้สถานที่ หลายครั้งลูกสาวส่งข้อความมาบอกว่า "หนูกลัว จนระแวงไปหมดแล้ว" แต่ก็ไม่คิดว่าลูกสาวอุตส่าห์ย้ายไปอยู่กับเพื่อนที่คอนโด พื้นที่พุทธมณฑล แล้วจะถูกตามสะกดรอยจนกระทั่งมาแทงกันตายแบบนี้ ที่ผ่านมาตนเองก็พูดติดตลกกับลูกมาตลอดว่า "ที่ผ่านมามึงโดนทำร้ายโดนกระทืบ กูก็ไปรับมึงออกมาได้ตลอด เหลืออย่างเดียวสิ่งที่กูยังไม่ได้รับมึง คือไปรับศพมึงออกมาจากบ้านไอ้เป้" ด้วยคำพูดนี้ตนเองก็ไม่คิดว่าสุดท้ายจะต้องมารับศพลูกตัวเองกลับบ้านจริง

นางสาวรัตนาภรณ์ อ่อนนิ่ม พี่สาวผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ระหว่างที่น้องสาวตนคบหากับนายเป้ ชอบทำร้ายร่างกายน้องสาวซึ่งการทำร้ายร่างกายแต่ละครั้งก็จะมีรอยแผลตามตัว ทั้งเป็นรอยเขียวช้ำปากแตก รอยแผลที่น้องสาวตนได้รับบาดเจ็บนั้นมากกว่าการตบตีทั่วไป แต่เป็นการตบตีอย่างหนัก หลายครั้งที่น้องสาวพยายามจะหนีออกจากบ้าน แต่นายเป้ก็ไม่ยอม และกักขังน้องสาวตนให้อยู่แต่ในบ้าน ให้อยู่กับนายเป้ตลอดเวลา นายเป้ออกอุบายจะพาน้องสาวไปเที่ยว จ.กาญจนบุรี แต่ก็ไปจอดรถ และทำร้ายร่างกายระหว่างทาง ซึ่งตนก็ได้ถามสาเหตุของการที่ถูกทำร้าย น้องสาวก็บอกว่าอดีตแฟนหนุ่มนึกจะทำร้ายตอนไหนก็ทำร้ายเลย โดยที่ไม่ได้มีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน


จนล่าสุดน้องสาวตัดสินใจที่จะเลิกกับนายเป้ และขอมาอาศัยอยู่บ้านเดียวกับตน ตนก็ได้บอกว่าตอนนี้ที่บ้านยังไม่มีห้องพักให้ฝ้าย แต่ถ้าฝ้ายจะมาอยู่จริง ก็จะสร้างห้องเพิ่มให้ ระหว่างนี้น้องสาวก็ได้ไปอาศัยอยู่กับเพื่อน แต่ก็ทราบมาว่านายเป้ยังคงตามรังควานอยู่ทุกวันเพื่อง้อขอคืนดี น้องสาวตนไม่ยอม ตนคาดว่าสาเหตุของการที่นายเป้กระหน่ำแทงจนน้องสาวเสียชีวิตนั้น อาจจะมาจากเรื่องที่น้องสาวไม่ยอมคืนดีด้วย ตนเองไม่อยากพูดอยากบอกอะไรกับผู้ก่อเหตุอีกแล้ว

กล้องวงจรปิด เส้นทางก่อนและหลังก่อเหตุ ถนนพุทธมณฑลสาย7 ในเขตพื้นที่ ต.ขุนแก้ว เวลา 18.16 น. (เวลาจริง 17.06 น.) จับภาพรถยนต์กระบะอีซุซุ 4 ประตู แต่งซิ่งสีเหลือง ประตูรถสีดำ ทะเบียน 2ฒว5385กทม. ภายในรถมีเพื่อนและนางสาวเบญญาคนตาย นั่งโดยสารไปด้วย

ขณะที่ขับผ่านกล้องบริเวณด้านหน้าร้านสะดวกซื้อ มุ่งหน้าเข้าสู่ถนนบรมราชชนนานี มีรถกระบะขับมาด้วยความเร็วปกติ จากนั้นทิ้งห่างไม่ถึง 35 วินาที เห็นว่ามีรถมอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีผู้ชายสวมใส่หมวกกันน็อกสีเหลืองใส่เสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวขาวคล้ายพนักงานไลน์แมน มีลักษณะขับตามหลังมา มีการทิ้งห่าง

กระบะมีการขับเลี้ยวซ้ายคาดว่าจะไปที่ปั๊มน้ำมัน รถกระบะสีเหลืองขับผ่านกล้องตัวเดิมยูเทิร์นใต้สะพานเพื่อข้ามไปอีกฝั่งของถนนพุทธมณฑลสาย7 รถมอเตอร์ไซค์ของคนก่อเหตุขับตามหลังทิ้งห่าง ก่อนช่วงหนึ่งขับจี้ท้ายรถกระบะ รถกระบะเลี้ยวขวาแล้วรถมอเตอร์ไซค์ไปชิดเผชิญหน้ากัน ก่อนกระบะขับหนี

จนกระทั่งมีกล้องวงจรปิดตัวสุดท้ายบริเวณวงเวียน มุ่งหน้าไปที่เกิดเหตุ ห่างจากจุดที่ถูกแทงประมาณ 500 เมตร พบว่ากระบะมีการขับผ่านแยกวงเวียนด้วยความเร็ว ดมอเตอร์ไซค์ก็ขับตามหลังมาติด ๆ

ช่วงเวลา 18.25น. (เวลาจริง 17.15 น.) หลังจากที่นายนิพนธ์ก่อเหตุ ได้ขับย้อนกลับไปเส้นทางเดิมเพื่อหลบหนี ขับกลับไปออกถนนบรมมราชชนนานี ผ่านวงเวียนด้วยความเร็ว จากนั้นขับผ่านถนนพุทธมณฑลสาย 7

ทีมข่าวเดินทางลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ พบว่าเป็นพื้นที่ลานจอดรถของร้านอาหารแห่งหนึ่ง บริเวณจุดดังกล่าวใกล้กับแม่น้ำท่าจีน และมีต้นไทร 1ต้น ชาวบ้านเชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตอยู่ มีการนำอาหารคาวหวาน และมีการตั้งแท่นสำหรับจุดธูปและถวายพวงมาลัย

เวลา 09.40 น. นางอุษณีย์ เพ็ญวงษ์ อายุ 57 ปี แม่คนตาย เดินทางมาพร้อมกับพี่สาว และคนในครอบครัว นิมนต์พระ 1 รูป มาประกอบพิธีเชิญดวงวิญญาณ นำข้าว 3 ชุด น้ำดื่ม 3 ขวด เชิญดวงวิญญาณกลับไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดใน จ.นนทบุรี

นางสาวเมรี (นามสมมติ) อายุ 29 ปี เพื่อนผู้เสียชีวิตที่อยู่ในรถคันเดียวกันระหว่างหลบหนี เปิดเผยว่า ตนขับรถออกจากหอพักย่าน อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมาพร้อมกับรุ่นน้องผู้ชายอีก 2 คน โดยมีนายหิน (นามสมมติ) คนขับ อายุ 18 ปี นายเบนซ์ (นามสมมติ) นั่งข้างคนขับ อายุ 24 ปี ตนนั่งหลังฝั่งผู้โดยสาร ก่อนจะมารับนางสาวเบญญา หรือ ฝ้าย ผู้ตาย ที่คอนโดมิเนียมย่านพุทธมณฑลสาย 7 เพื่อเดินทางไปซื้อของที่เซ็นทรัลศาลายา

จากนั้นก็ได้ขับรถมาเรื่อย ๆ จนถึงทางกลับรถใต้สะพา นก็เห็นว่ามีผู้ชายขับรถจักรยานยนต์ไล่ตาม จึงถามนางสาวฝ้ายว่าเป็นใครก่อนจะทราบว่าเป็นนายเป้ แฟนเก่าของผู้ตาย ระหว่างนั้นฝ้ายได้บอกกับตนว่านายเป้มีปืน พวกตนจึงรีบขับรถหลบหนี ระหว่างนั้นก็ได้โทรศัพท์แจ้งตำรวจ 191 แต่ก็ไม่มีตำรวจรับสาย จึงจะขับรถมุ่งหน้าไปทางถนนบรมราชชนนี แต่โดนรถสิบล้อดักทางอยู่จึงออกถนนเส้นดังกล่าวไม่ได้ ก่อนตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปในซอยที่เป็นจุดเกิดเหตุ

ขับมาเรื่อย ๆ จนพบว่าเป็นทางตัน จนรุ่นน้องผู้ชายที่เป็นคนขับรถได้วิ่งหลบหนีไป และผู้ก่อเหตุได้ตะโกนว่า "พวกมึงจะหนีไปไหนกัน" เหลือเพียงตนและฝ้าย จากนั้นนายเป้ก็ได้เดินเข้ามาก่อนพับเบาะหน้าลง และใช้มีดกระหน่ำแทงฝ้าย ระหว่างนั้นตนก็ยังนั่งอยู่ข้างฝ้ายก่อนที่จะหาจังหวะนายเป้เผลอ จึงวิ่งหลบหนี ซึ่งก็ยังได้ยินเสียงฝ้ายร้องขอความช่วยเหลือ แต่ตนก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตราย ก่อนจะวิ่งหลบหนีไปแอบอยู่ที่บ้านชาวบ้านละแวกนั้น จนเห็นว่านายเป้ขับรถออกจากพื้นที่ไปแล้ว ตนจึงเดินกลับมาหาเพื่อนที่รถ ก็พบว่าฝ้ายเสียชีวิตแล้ว
ซึ่งก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุประมาณ 3-4 เดือน ฝ้ายได้เลิกรากับนายเป้ และได้หลบหนีมาขอพักอาศัยอยู่กับตน ที่หอพักย่านสามพราน จ.นครปฐม และเมื่อประมาณต้นเดือน ก.ค. 65 นายเป้ได้มาเอาตัวฝ้ายไป โดยอ้างว่าจะพาไปเที่ยวที่ จ.กาญจนบุรี ระหว่างนั้นฝ้ายได้ พยายามหาช่วงเวลาที่จะส่งข้อความแชตมาบอกกับตนว่าโดนนายเป้ทำร้ายร่างกายอย่างหนัก เพราะนายเป้ยึดโทรศัพท์ของฝ้ายไว้เพื่อไม่ให้ติดต่อกับใคร พาตัวไปเป็น 1 สัปดาห์ กระทั่งกลับมาบ้านนายเป้

จากนั้นแม่ของฝ้ายก็ได้ไปช่วยฝ้ายออกมาจากบ้านของนายเป้ และ 1 สัปดาห์ก่อนเกิดเหตุ ตนก็ได้พาฝ้ายไปเช่าคอนโดที่ย่านพุทธมณฑลสาย 7 ระหว่างนั้นนายเป้ก็มาคอยเฝ้าตนที่ห้องเพื่อดูว่าฝ้ายมาหาตนบ้างหรือไม่ โดยบังคับให้ตนลบข้อความหลักฐานในโทรศัพท์ทิ้งจนหมด ตนก็อาศัยช่วงที่นายเป้ไม่อยู่ ขับรถไปหาฝ้ายที่คอนโด จนมาเกิดเหตุดังกล่าวขึ้นขณะกำลังไปซื้อของเข้าห้อง ทั้งนี้ ตนยืนยันว่ารุ่นน้องผู้ชาย 2 คน ไม่ได้เป็นแฟนใหม่ของฝ้าย นายเป้อาจจะเข้าใจผิด ยจึงเกิดการหึงหวงและตัดสินใจก่อเหตุดังกล่าวขึ้น
Advertisement