
จากกรณีเมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 11 มิ.ย. 65 ร.ต.อ.สัญญา จันทร์ยิ้ม ร้อยเวร สภ.บ้านลาด รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกอาวุธปืนยิงบาดเจ็บสาหัส ในงานบวช หมู่1 ต.ไร่โคก อ.บ้านลาด ที่เกิดเหตุเป็นสถานที่จัดเลี้ยงงานอุปสมบท บริเวณหน้าเวทีดนตรีพบผู้บาดเจ็บนอนจมกองเลือด ได้รับบาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทราบชื่อภายหลังคือ นายสำรวย พูลพิพัฒน์ อายุ 39 ปี

วันที่ 12 มิ.ย. 65 ทีมข่าวอมรินทร์ ทีวี ลงพื้นที่ไปยังจุดเกิดเหตุ เป็นลานทุ่งหญ้าว่างเปล่า ยังคงมีเวทีดนตรี เต็นท์ เก้าอี้ และโต๊ะจีน ยังคงวางอยู่ในพื้นที่ ซึ่งจุดที่นายสำรวย พูลพิพัฒน์ อายุ 39 ปี ผู้เสียชีวิต ถูกยิงอยู่บริเวณด้านหน้าเวที

นายสนธยา เนียมเกิด อายุ 39 ปี เพื่อนผู้เสียชีวิต ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า ได้มีการไปร่วมสนุกกับเวทีดนตรีของงานอุปสมบทของคนในหมู่บ้าน ตนมาถึงช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ขณะนั้นอาหารในงานก็หมดแล้ว ตนต้องซื้อเหล้าเข้าไปดื่มเอง ซึ่งก็นั่งดื่มกับนายสำรวย ผู้เสียชีวิต บรรยากาศภายในงานก็เต็มไปด้วยความสนุกคื้นเครง ไม่ได้มีอาการมึนเมามากขนาดนั้น ตอนที่เต้นบริเวณหน้าเวทีก็ไม่ได้มีปัญหากับใคร

ส่วนนายอุเทน ศรีถม อายุ 42 ปี ผู้ก่อเหตุ เป็นเครือญาตกันกับผู้เสียชีวิต ก็เข้ามาในงาน แต่ก็ไม่ว่าไปยืนเต้นหน้าเวที ห็นนั่งดื่มเหล้ากับชาวบ้านตามปกติ ช่วงเวลาประมาณ 22.50 น. กำหนดการสามารถจัดงานดนตรีได้ถึงเวลา 23.00 น. ทางวงดนตรีก็ได้แจ้งกับคนในงานว่าสามารถเล่นได้อีกแค่ 2 เพลง ช่วงเพลงแรกก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ในช่วงเพลงสุดท้าย ตนไม่ได้เข้าไปเต้นด้วย แต่ระยะห่างที่ตนอยู่กับนายสำรวย ผู้เสียชีวิต ก็อยู่ห่างกันไม่มาก

จากนั้นเห็นนายอุเทน ผู้ก่อเหตุ เดินเข้ามาบริเวณหน้าเวที พร้อมกับใช้อาวุธปืนยิงนายสำรวยประมาณ 3-4 นัด แล้วนายสำรวยล้มลง ตอนแรกตนเข้าใจว่าเป็นปืนของเล่นด้วยซ้ำ เพราะเสียงปืนดัง "แป๊ะ ๆ" จากนั้นก็รีบเข้าไปช่วยเหลือการปฐมพยาบาล พร้อมกับโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนตัวรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากทั้ง 2 คน เป็นเครือญาตห่าง ๆ กัน และไม่เคยเห็น 2 คนนี้ทะเลาะวิวาทกัน ช่วงเวลาที่มีการเต้นหน้าเวที ก็ไม่ได้มีสัญญาณโวยวาย หรือมีการกระทบกระทั่ง ก่อนที่จะมีการใช้อาวุธปืนยิง ทำให้ตนสงสัยถึงปมสาเหตุว่าทำไมถึงใช้อาวุธปืนยิงแบบนี้
ทั้งนี้ หากมีการกระทบกระทั่งกันหรือนายสำรวยมีการตบศีรษะหรือมีการกระทบกระทั่งก่อนจริง นายอุเทนน่าจะมีการเอาคืน โดยที่คงไม่อดทนรอจังหวะยิงปืน ตนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกินกว่าเหตุอย่างมาก อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวผู้ก่อเหตุไปดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนตนก็ได้แต่คอยให้กำลังใจภรรยาผู้เสียชีวิต อยากจะบอกกับเพื่อนว่าให้ไปสบาย หมดเวรหมดกรรมแล้ว

นางสาวนงนุช บุญยู อายุ 41 ปี ภรรยาผู้เสียชีวิต เปิดเผยว่า ตนอยู่กินกับสามีมา 15 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน ที่ผ่านมา นายสำรวจเป็นเสาหลักของครอบครัว เป็นคนดี ดูแลรับผิดชอบตัวเองและคนอื่นมาโดยตลอด และไม่เคยมีปัญหากับใคร แม้กระทั่งกับนายอุเทน ผู้ก่อเหตุ ก็ไม่เคยมีปัญหาอะไรกัน เนื่องจากเป็นญาติห่าง ๆ กัน นายอุเทนก็เคยมากินข้าวที่บ้านของตนเป็นประจำ ก่อนหน้านี้ล่าสุดยังให้คำแนะนำตนในเรื่องของการลงทุนค้าขาย

ตอนแรกนายสำรวย สามีของตน จะไม่ไปร่วมงานกลางคืน เนื่องจากเจ้าภาพทำอาหาร ด้วยวัตถุดิบเป็นเนื้อวัว แต่สามีของตนไม่ทานเนื้อวัว แต่มีเพื่อนมาชวนไปกินเหล้าที่งาน ตนจึงไปเป็นเพื่อนกับสามี ซึ่งบรรยากาศในงานก็เป็นโต๊ะจีน และคนร่วมงานส่วนใหญ่ก็เป็นคนในพื้นที่ ส่วนใหญ่เต้นสนุกครื้นเครง ซึ่งตนก็ไปเต้นกับสามีด้วย บริเวณด้านหน้าเวที ก็ไม่ได้มีการกระทบกระทั่งกับใคร ในส่วนของนายอุเทน ผู้ก่อเหตุก็ไม่ได้มาเต้นที่หน้าเวทีด้วย และตนก็ไม่ได้สังเกตเห็นว่าอยู่แถวนั้นหรือไม่ เนื่องจากกำลังเต้นสนุกสนานกับสามีอยู่

กระทั่งเวลา 22.50 น. ใกล้เวลาเลิกงาน ก็มานั่งพักกันที่เก้าอี้ เพราะส่วนใหญ่เริ่มเก็บโต๊ะไปกันหมดแล้ว ทางด้านของนักร้องบนเวที ก็ประกาศผ่านไมโครโฟน ว่าสามารถร้องต่อได้อีกแค่ 2 เพลง โดยนายสำรวย สามีของตน ก็บอกว่า “เดี๋ยวจบสองเพลงนี้ เรากลับบ้านกันนะ” ซึ่งเพลงแรกขึ้น ตนก็นั่งดูสามีเต้นหน้าเวที ก็ปกติไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พอเพลงสุดท้ายเล่นไปสักพัก ก็เห็นนายอุเทนเดินเข้ามาจากข้างเวที แล้วใช้อาวุธปืนจ่อยิงที่บริเวณลำคอ ประมาณ 3-5 นัด

ส่วนตัวรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะยังหาสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมนายอุเทน ผู้ก่อเหตุ ถึงต้องใช้อาวุธปืนมาจ่อยิงสามีตนแบบนี้ ซึ่งเป็นคนกันเอง ก็น่าจะพูดคุยกันได้ ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ นายสำรวยพูดกับลูกชายของตน ในขณะที่ทำสวนอยู่ว่า “หลังจากนี้เดี๋ยวพ่อก็สบายแล้ว” ซึ่งไม่ได้มีใครเอะใจอะไร หลังจากเกิดเหตุ นายอุเทนได้หลบหนี ซึ่งมีชาวบ้านพลเมืองดีในพื้นที่พบอุบัติเหตุจักรยานยนต์ล้ม แต่ปฏิเสธการให้ช่วยเหลือ โดยมีอาวุธปืนตกอยู่ ตนจึงคาดว่านายอุเทน ผู้ก่อเหตุ น่าจะหลบหนีไปอยู่ตามแหล่งธรรมชาติแล้ว
ตนจึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับสามี อยากให้ตำรวจจับตัวคนก่อเหตุให้ได้ และนำมาดำเนินคดีสูงสุดตามกฎหมาย ซึ่งตนยืนยันว่า จะไม่ยอมความ ไม่ขออโหสิกรรมให้ และสุดท้ายนี้ตนอยากขอให้นายสำรวจไปสบาย ให้หมดห่วง ตนจะดูแลลูกเอง

นางสาวจินดา (นามสมมติ) เจ้าภาพงาน บอกว่าตนเป็นน้าของนาคที่จะอุปสมบท ซึ่งมีการเตรียมการมานานเป็นปี เนื่องจากหลานชายเพิ่งเรียนจบ และจะบวชทดแทนบุญคุณให้กับพ่อแม่ แต่ติดเรื่องของโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดงานบวชได้ จนกระทั่งสามารถจัดได้ในช่วงนี้ ก็จึงมีการพูดคุยกันว่าจะจัดอย่างยิ่งใหญ่ เพราะเป็นลูกชายคนโต

วันเกิดเหตุ ตนทราบว่าช่วงเวลาประมาณใกล้ 23.00 น. เพราะได้มีการขออนุญาตใช้เครื่องเสียง จนถึงเวลา 23.00 น. ตอนนั้นตนกลับเข้ามาพักผ่อนที่บ้านแล้ว มาทราบเรื่องอีกทีก็ตอนที่เกิดเรื่องไปแล้ว ในฐานะที่ตนเป็นเจ้าภาพ ก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และรู้สึกเสียกำลังใจ ที่มีเหตุสลดในงานบุญ โดยเฉพาะนาคซึ่งตั้งใจจะเข้าอุปสมบท แต่มาเจอเรื่องเครียด ทำให้เมื่อช่วงกลางคืนที่ผ่านมา มีอาการเวียนหัวจนเป็นลม ซึ่งตนรู้สึกสงสารหลาน อยากให้หลานเข้าอุปสมบทโดยไม่มีห่วง และไม่มีเรื่องที่ทุกข์ใจ

ส่วนนายสำรวย ผู้เสียชีวิต ก็เป็นคนในหมู่บ้าน ที่มาช่วยเหลืองานบุญ พอตกเย็นก็มีการเลี้ยงกับข้าวขอบคุณแขก และมีวงดนตรี ตามขนบธรรมเนียมที่ชาวบ้านทำกันมา ซึ่งก็มีการตรวจอาวุธแล้วก่อนหน้าเกิดเหตุ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งคนก่อเหตุเองก็เป็นญาติกับผู้เสียชีวิต ตนไม่แน่ใจว่าทั้ง 2 คนมีปัญหาอะไรกัน แต่ยืนยันได้ว่าชนวนของการเกิดเหตุ ไม่ได้เกิดขึ้นจากงานเต้นของวงดนตรี เชื่อว่าน่าจะมีเรื่องกันมาก่อน ตอนนี้ยังไม่สามารถจับตัวคนก่อเหตุได้ ถ้าจับได้แล้วก็อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินตามกฎหมาย
Advertisement