
จากกรณีคลิปเหตุการณ์ผู้หญิง 2 คนตบกับ ซึ่งตามข้อมูลระบุว่า “ฝ่ายคนเจ็บเป็นเจ้าหนี้” ที่มาตามทวงหนี้ แต่ฝั่งของลูกหนี้ไม่จ่ายหนี้ จึงเกิดการตบกันระหว่าง “เจ้าหนี้และพี่สาวของลูกหนี้” จนเจ้าหนี้ได้รับบาดเจ็บ

ล่าสุด วันที่ 9 ต.ค.64 ทีมข่าวลงพื้นที่ ม.1 บ้านแก่งรากหวาย ถ.เทศบาล 3 เลียบคลองฝั่งตะวันตก ต.คำพราน อ.วังม่วง จ.ลพบุรี

ทีมข่าวได้เดินทางมายังที่เกิดเหตุ บริเวณใต้สะพานข้ามทางรถไฟแก่งเสือเต้น ต.คำพราน อ.วังม่วง จ.ลพบุรี พบกับ น.ส.ศศิรินทร์ เเพเเสงจันทร์ หรือ เหมย อายุ 29 ปี พี่สาวของหมิว ลูกหนี้ที่เป็นมือตบเจ้าหนี้ คือ น.ส.อมรรัตน์ เพียงนั้น หรือ แป้ง อายุ 25 ปี อดีตสาวโรงงาน

น.ส.เหมย เปิดเผยว่า หมิว น้องสาวของตน เคยเป็นเพื่อนรักกับนางสาวแป้งมาก่อน เเต่หลังจากนั้นก็มีปัญหาจนเลิกคบกัน ต่อมาตนมาทราบภายหลังว่า น.ส.แป้ง ได้เอาชื่อของตนไปพูดในทางที่เสียหาย หมิ่นประมาท เช่น เป็นคนง่าย ๆ ไปกับผู้ชายง่าย ๆ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เเต่งงาน เป็นคนใจง่าย เมื่อเรื่องนี้เเพร่ออกไปจนเข้าหูคนในครอบครัวของตนก็ยิ่งทำให้ตนไม่พอใจ อีกทั้งยังทำให้ตนได้รับความเสียหาย ที่ผ่านมา ตนโกรธ น.ส.แป้ง แต่ตนก็ไม่ได้อยากจะมีปัญหา จึงเลือกที่จะหลีกเลี่ยงการปะทะมาโดยตลอด

จนวันเกิดเหตุ 30 ก.ย. 64 ตนได้เดินทางไปงานหมั้น ขณะกำลังกลับจากงาน น.ส.หมิว น้องสาว ก็โทรมาพอดีบอกว่า "พวกของเเป้งมาหาหมิว เหมือนจะมาทำร้ายเลย เพราะมาถึงก็เสียงดังใส่" ตนตกใจจึงได้ตะโกนตอบโต้กับ น.ส.แป้ง ผ่านโทรศัพท์ เเละมีปากเสียงกัน จนน.ส.แป้งพูดว่า "มาเลย" คำ ๆ เดียว ทำให้ตวามรู้สึกของตนที่อัดอั้นมานานเกิดปะทุ ตนจึงไม่ยอมอีกต่อไป ยอมรับว่าตัวเองใจร้อนมาก เมื่อเดินทางมาถึง ตนเห็น น.ส.แป้ง ยืนพิงรถอยู่ ขอยืนยันว่าตนไม่ได้ตบท้ายทอย น.ส.แป้ง ตามที่อีกฝ่ายบอก แต่ตนนั้นเดินเข้ามาข้างหน้า เเละพูดว่า "ไม่ได้มาเรื่องเงิน คนอื่นไม่เกี่ยว อันนี้มาในเรื่องส่วนตัวที่พูดจาไม่ดี เเละเอาไปพูดเสียหาย" ก่อนจะเปิดฉากตบตีกัน ตนยอมรับว่า ตนเป็นคนลงมือก่อน น.สแป้ง ก็ตอบโต้ทำร้ายตนเช่นกัน
ขณะที่กำลังชุลมุน ขณะนั้นน.ส.แป้งสู้ไม่ได้ จากนั้นตนก็ได้ยินเพื่อนของ น.ส.แป้ง พูดว่า "อย่าสู้" เมื่อน.ส.แป้งนิ่ง เพื่อนของน.ส.แป้ง ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิป เป็นช่วงท้ายของเหตุการณ์แล้ว ทั้งนี้ ตนสงสัยว่า น.ส.แป้ง รู้อยู่เเล้วว่าเพิ่งไปทำจมูกมาเเค่ 10 กว่าวัน ก็ควรจะรักษาตัวอยู่ห้อง ไม่น่าจะต้องออกมาทวงหนี้หาเรื่องคนอื่นแบบนี้ อีกทั้งยังมีการเรียกเพื่อนมาถ่ายคลิป ซึ่งไม่ทราบเลยว่าจะเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ เนื่องจากตนทราบมาว่า น.ส.แป้ง บาดเจ็บ แต่ยังคงชวนคนที่ถ่ายคลิปไปกินข้าวและสังสรรค์
กระทั่งในวันที่ 1 ต.ค. 64 ตนจึงได้ทราบว่า น.ส.แป้ง ได้แจ้งความตนในข้อหาทำร้ายร่างกาย อีกทั้งยังพยายามเเจ้งความตนในข้อหาพยายามฆ่า แล้งจะเรียกเงิน 100,000 บาท แล้วเอาตนไปพูดเสียหายว่าตนเคยมีคดีติดตัว ขณะนี้ ตนรอเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เเละรอวันนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 12 ต.ค. ซึ่งตนอาจเเจ้งความกลับในข้อหาหมิ่นประมาท โดยตนไม่มีความกังวลในเรื่องของคดี แม้น.ส.แป้งจะมีพวกเป็นตำรวจก็ตาม เพราะตนเชื่อว่าตำรวจจะเป็นกลางที่สุด ส่วนเรื่องค่ารักษาพยาบาลเอาซิลิโคนออก ก็คงต้องรอพูดคุยในวันที่พูดคุยไกล่เกลี่ยเช่นกัน หากค่ารักษาสูงมาก ตนก็อาจช่วยออกครึ่งหนึ่ง
ทั้งนี้ ในส่วนของเรื่องค่าเเชร์ที่น.ส.หมิว น้องสาว ติดเงินน.ส.แป้งไว้นั้น ตนไม่ขอยุ่งเกี่ยว ขอให้เป็นเรื่องของน้องสาว ขอยืนยันว่าการที่ตนตบกับ น.ส.แป้ง เป็นเพราะเรื่องส่วนตัวที่เขาเคยนินทาตนไม่เกี่ยวกับเรื่องเงินค่าแชร์ของน.ส.หมิว

ด้าน น.ส.อมรรัตน์ เพียงนั้น หรือ แป้ง อายุ 25 ปี ผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาประมาณ 14.30 น. โดยในวันนั้นตนทราบมาว่า น.ส.หมิว อายุ 25 ปี อดีตเพื่อนรัก ซึ่งเป็นลูกหนี้ค่าแชร์ 3 งวด จำนวน 2,400 บาท ซึ่งบ่ายเบี่ยงมานานกว่า 1 เดือน จะเดินทางกลับมาจากจังหวัดระยอง ตนพร้อมกับหลานสาวอายุ 22 ปี เเละลูกของหลานสาว อายุ 6 ปี จึงได้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ซ้อน 3 กันไปที่สะพานแก่งเส้นเต้น ซึ่งขณะนี้ใช้เป็นจุดพักอาศัยของชาวบ้านชั่วคราว เนื่องจากในช่วงนี้จังหวัดลพบุรีเกิดน้ำท่วม ทำให้ครอบครัวของ น.ส.หมิว เข้ามาใช้พื้นที่ใต้สะพานอาศัยดังกล่าว เมื่อตนเดินทางมาถึง ถามน.ส.หมิว ว่า “พอจะมีให้กันบ้างไหม” แต่น.ส.หมิวปฏิเสธอย่างเดียว บอกว่า “ตอนนี้ไม่ได้ทำงาน” ตนจึงบอกว่า “ไม่มีก็ไม่เป็นไร เเต่ตอบกันบ้าง” เพราะ น.ส.หมิว ไม่ตอบเฟซบุ๊กหรือเเชตไลน์ของตนเลย

โดยระหว่างที่พูดคุยกัน น.ส.หมิว มีพฤติกรรมพูดคุยโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลากับ น.ส.เหมย พี่สาว ซึ่งน.ส.หมิวบอกกับตนว่าพี่สาวจะมีคุยแล้วจะจ่ายเงินให้ ซึ่งระหว่างที่ตนกำลังรอน.ส.เหมย ขณะนั้นพ่อของน.ส.หมิว ก็ได้เดินมาพูดคุยกับตน พร้อมยืนยันจะจ่ายเงินค่างวดเเชร์ 3 งวดสุดท้ายให้ จำนวน 2,400 บาทให้ เเต่ขอเเบ่งจ่าย 2 ครั้ง คือ วันที่ 5 ต.ค. เเละ วันที่ 10 ต.ค.64 จนผ่านไปประมาณ 30 นาที ก็ได้มีคนเข้ามาท้าย แล้วแยกย้ายกันไป โดยน.ส.เหมย ก็บอกให้ตนยกมือขอโทษ เเต่ตนก็ไม่ผิดจึงไม่ขอโทษ

ทั้งนี้สาเหตุที่น.ส.เหมย ทำร้ายตน อีกฝ่ายอ้างว่า ตนไปพูดจาใส่ร้ายให้คนอื่นฟัง ทั้ง ๆ ที่ตนไม่เคยทำ ตนก็อยากจะรู้ว่าตนไปด่าอะไรอีกฝ่าย เมื่อเหตุการณ์สงบลง ด้าน น.ส.หมิวก็ได้เดินเอาเงินมาให้ตน 400 บาท หลังจากนั้น ตนก็ได้โทรศัพท์หาเเม่ที่อยู่ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร เพื่อขอให้พาไปแจ้งความที่ สภ.พัฒนานิคม และพาไปส่งที่โรงพยาบาล ส่วนค่ารักษาซ่อมจมูกอีกกว่า 30,000 บาท ยังตกลงกันไม่ได้
Advertisement