“ทนายดัง” ชี้ “หนุ่มออฟโรด” จอดรถหน้าบ้านไม่ผิด นิติฯ หมู่บ้าน จบปัญหา ขอ 2 ฝ่ายคืนดี (คลิป)

กรณี ผู้เสียหายร้องเรียนผ่านเพจเฟซบุ๊ก แหม่มโพธิ์ดำ ระบุบ้านฝั่งตรงข้ามนำรถกระบะออฟโรด จอดหน้าบ้านซึ่งตรงกับประตูทางเข้าออกของบ้านตน ทำให้ขับรถเข้าออกจากบ้านลำบาก ซึ่งมีการแจ้งนิติบุคคลของหมู่บ้าน 6 ครั้ง แต่ไม่มีความคืบหน้า ตนจึงนำรถของตัวเองมาจอดหน้าบ้านเช่นกัน จนถูกคู่กรณีขับรถกระบะ มาชนรถของตน ได้รับความเสียหาย

ข้อความจากภาพเพจเฟซบุ๊กแหม่มโพธิ์ดำ

วันนี้ (6 มี.ค.) น.ส.แบงค์ (นามสมมติ) เจ้าของบ้าน และเจ้าของรถที่ถูกขับชน เปิดเผยว่า บ้านของชายคู่กรณีอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน ปกติพื้นที่ในบ้านแต่ละหลัง จะมีที่จอดรถให้ แต่ชายรายนี้มักจะเลือกจอดรถหน้าบ้านตรงกับตำแหน่งประตูรั้วเข้าออกบ้านของตน

นักข่าวสัมภาษณ์ น.ส.แบงค์ (นามสมมติ) เจ้าของบ้าน และเจ้าของรถที่ถูกขับชน

น.ส.แบงค์ เปิดเผยว่า ตนไม่ได้รับความสะดวกเวลาขับรถออกจากบ้าน ยอมรับว่าตนพอขับรถได้ แต่ไม่ถึงขั้นชำนาญการถอยเข้าออก อีกทั้งรถของตน และคู่กรณีต่างก็เป็นรถขนาดใหญ่ เมื่อมี 1 คัน มาจอดบนถนนหน้าบ้าน ขนาด 2 เลน กว้างประมาณ 6 เมตร ก็กินเนื้อที่ไปเกือบ 1 เลนแล้ว ดังนั้นตนจึงเดือดร้อนมาก โดยเฉพาะเวลาต้องพาแม่ที่ป่วยด้วยอาการเส้นเลือดตีบไปโรงพยาบาล

ก่อนหน้านี้ ตนไปเจรจา โดยเข้าไปพูดคุยดีๆ ว่าถ้าจะจอด ให้ขยับรถออกไป อย่าจอดขวางประตูบ้าน แต่คู่กรณีตอบกลับมาว่า “ถ้าถอยไม่ได้ก็ไปขับเกวียน” เมื่อเห็นว่าตนไม่สามารถพูดเองได้ จึงไปแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นของหมู่บ้านบ้าง หรือให้นิติฯ ของหมู่บ้านเข้ามาช่วยบ้าง ซึ่งแต่ละครั้งเขาก็ยอมย้ายที่จอด แต่ทำได้แค่สัปดาห์เดียวก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

ถนนหน้าบ้านผู้เสียหายกับคู่กรณี

น.ส.แบงค์ เปิดเผยด้วยว่า ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ตนแจ้งปัญหากับนิติฯ ไปแล้วถึง 6 ครั้ง ล่าสุดเมื่อปลายเดือนก.พ. ตนได้แจ้งนิติฯ ไปว่า ถ้าเป็นแบบนี้ตนจะเอารถมาจอดหน้าบ้านบ้าง จนกระทั่งวันที่ 2 มี.ค. ได้ตัดสินใจจอดรถนอกบ้านเป็นครั้งแรก ซึ่งรถของคู่กรณียังคงจอดอยู่ตำแหน่งหน้าประตูบ้านตน

ต่อมาเวลา 19.00 น. มีเพื่อนบ้านในซอยมากดกริ่งหน้าบ้านตน ขอให้เลื่อนรถ เพราะรถตนกับรถชายชายคู่กรณีจอดปิดทางออกไม่ได้ ตนซึ่งกำลังติดสายโทรศัพท์อยู่ จึงบอกเพื่อนบ้านรายนี้ไปว่า ให้ไปกดกริ่งบ้านคู่กรณีฝั่งตรงข้าม หลังจากนั้นเห็นว่า ชายเพื่อนบ้านคู่กรณี กำลังออกมาเลื่อนรถ แต่กลับได้ยินเสียงเบิ้ลเครื่อง และขับรถกระบะออฟโรดพุ่งชนรถตนอย่างแรง จนรถกระเด็นไปเกยฟุตปาธ ทำให้รถตนได้รับเสียหาย ประตูยุบ กระบะหลังบี้ แม็กเบี้ยว ตนเชื่อว่าคู่กรณีจงใจ เพราะมีการเร่งเครื่องก่อนชน ซึ่งมีรอยยางรถไหม้บนถนน

หลังจากนั้น คู่กรณีขับรถออกไปปากซอย และตะโกนบอกให้เรียกประกัน ตอนนั้นยอมรับบว่าทำอะไรไม่ถูก พยายามกดเบอร์หาตำรวจอย่างเดียว ซึ่งล่าสุดได้เข้าแจ้งความไว้แล้ว ส่วนค่าเสียหายของรถ และค่าสินไหมทดแทนต่างๆ ประกันรถยนต์ของคู่กรณีจะเป็นฝ่ายชดใช้ แต่เชื่อว่าไม่ครอบคลุมทั้งหมด น่าจะยังมีส่วนต่างที่ตนต้องจ่ายเอง

หลังจากนี้ ยอมรับว่ารู้สึกกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะคู่กรณีเป็นคนอารมณ์ร้อน ขนาดรถยังสามารถชนได้ อย่างอื่นก็ไม่มั่นใจ ล่าสุดนิติบุคคลของหมู่บ้านได้ติดต่อขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปไกล่เกลี่ยกันแล้ว

นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม

ด้าน นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยว่า กรณีดังกล่าวเจ้าของรถออฟโรด ไม่ได้มีความผิด เพราะไม่ได้จอดปิดทางเข้าออกบ้านคู่กรณี ทั้งนี้ถนนสายดังกล่าว เป็นถนนส่วนบุคคลของหมู่บ้าน ไม่ได้เป็นทางจราจรที่มีป้ายห้ามจอด ซึ่งปัญหานี้ทางนิติบุคคลต้องเข้ามาไกล่เกลี่ย ควรออกระเบียบเป็นประกาศของหมู่บ้านให้ชัดเจน เกี่ยวกับเงื่อนไขการใช้พื้นที่สาธารณะ หากออกเป็นประกาศมาแล้วมีผู้ฝ่าฝืน ทางหมู่บ้านมีสิทธิ์ดำเนินการยกรถที่จอดขวาง หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้ามาดำเนินการได้ทันที

โดยกรณีนิติบุคคลฯ ปล่อยปละละเลย ผู้เสียหายมีสิทธิ์ฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดได้ ส่วนกรณีที่อีกฝ่ายขับรถชนรถของผู้เสียหายก็ต้องดูว่าตั้งใจหรือไม่ ถ้าเป็นอุบัติเหตุจะมีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 43 อนุ 4 ฐานขับรถประมาท ปรับไม่เกิน 1,000 บาท แต่หากเจตนาจะต้องโดนข้อหาทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.358 มีความผิด โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

รถยนต์คันที่ก่อเหตุ

การขับรถชนผู้อื่น ค่อนข้างพิสูจน์ยากว่าตั้งใจหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำการสอบปากคำ แม้ว่าเมื่อชนแล้วอีกฝ่ายจะขับรถออกจากที่เกิดเหตุในทันที อาจเป็นเพราะมีธุระสำคัญ ดังนั้นต้องดูที่เจตนาว่า ในวันดังกล่าวตั้งใจหรือไม่

ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “แหม่มโพธิ์ดำ”

keyboard_arrow_up